| |
|
 |
พระพุทธเจ้าโปรดสุภัททปริพพาชก
สมัยนั้น ปริพพาชกผู้หนึ่ง ชื่อว่า สุภัททะ ชาวเมืองกุสินารา ได้ยินข่าวว่า พระสมณะโคดม จักปรินิพพาน ในที่สุดแห่งราตรีนี้แล้ว จึงคิดว่า
"ความสังสัยของเรามีอยู่ ควรจะรีบออกไปเฝ้า ทูลถามให้พระองค์ตรัส บอกบรรเทาความในใจของเรานั้นเสีย" |
|
 |
พระพุทธเจ้าโปรดให้แจ้งข่าวปรินิพพานแก่พวกมัลลกษัตริย์
ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสเรื่องกุสินาราแล้ว บรรเทาความข้องใจหายความปริวิตก แก่พระอานนท์เถระเจ้าแล้ว ทรงรับสั่งว่า
"อานนท์ จงเข้าไปบอกพวกมัลลกษัตริย์ให้ทราบว่า บัดนี้ พระตถาคตเจ้าจักปรินิพพาน ณ ยามที่สุดแห่งราตรีในวันนี้ อย่าให้มัลลราชทั้งหลายมีความเดือดร้อนในภายหลังว่า พระตถาคตเจ้ามาปรินิพพานในคามเขตของเราทั้งหลาย สิกลับไม่ได้เห็นพระองค์ในกาลสุดท้าย" |
|
 |
พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องเมืองกุสินารา
พระอานนท์เถระเจ้า ได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เมืองกุสินารา เป็นเมืองเล็ก เมืองดอน ไม่ควรเป็นเมืองที่พระองค์จะเสด็จปรินิพพาน ข้าพระองค์ขออาราธนาให้ไปปรินิพพานในเมืองใหญ่ ๆ เช่นพระนครราชคฤห์ พระนครสาวัตถี เป็นต้น นั้นเถิด กษัตริย์ พราหมณ์ และคหบด ี ผู้มีมหาศาล จักได้จัดการสักการะบูชาพระสรีระเป็นมโหฬาร ควรแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นอัจฉริยมนุษย์บุรุษรัตนดิลกเลิศในโลก"
|
|
 |
พระพุทธเจ้าประทานโอวาทแก่พระอานนท์
ครั้งนั้น พระอานนท์เถระ เข้าไปในวิหาร ยืนเหนี่ยวกลอนประตูวิหาร ร้องไห้ คิดสังเวชตัวว่าอาภัพ อุตส่าห์ติดตามปฏิบัติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดุจเงาติดตามพระองค์ โดยมุ่งยึดเอาพระองค์เป็นนาถะ เพื่อทำความสิ้นทุกข์ พระสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นก็จะเสด็จปรินิพพานในราตรีนี้แล้ว ทั้งที่เราเองก็ยังเป็นเสขบุคคลอยู่ |
|
 |
ถูปารหบุคคล 4 ประเภท
พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า
"อานนท์ บุคคลผู้ควรแก่การประดิษฐานในสถูป เรียกว่า ถูปารหบุคคล มี ๔ ประเภท คือ:-
1.) พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
2.) พระปัจเจกพุทธเจ้า
3.) พระสาวกอรหันต์
4.) พระเจ้าจักรพรรดิ |
|
 |
วิธีปฏิบัติในพระพุทธสรีระ
ลำดับนั้น พระอานนท์เถระเจ้า ได้ทูลถามถึงวิธีปฏิบัติในพระพุทธสรีระว่า
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติในพระพุทธสรีระ เป็นไฉน" |
|
 |
พระพุทธเจ้าแสดงสังเวชนียสถาน 4 แห่ง
ครั้งนั้น พระอานนท์เถระเจ้าได้กราบทูลว่า "ในกาลก่อน เมื่อออกพรรษาแล้ว บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ได้เข้าใกล้สนทนาปราศัย ได้ความเจริญใจ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลาย จักไม่ได้โอกาสอันดีเช่นนั้น เหมือนกับเมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่อีกต่อไป" |
|
 |
พระพุทธเจ้าทรงปรารภสักการะบูชา
ครั้งนั้น ต้นรังทั้งคู่ เผล็ดดอกบานเต็มต้น ล่วงหล่นมายังพระพุทธสรีระ บูชาพระพุทธเจ้า เป็นมหัศจรรย์ แม้ดอกมณฑาในเมืองสวรรค์ ตลอดทิพยสุคนธชาติ ก็ตกลงมาจากอากาศ บูชาพระพุทธเจ้า แม้เทวดาทั้งหลาย ก็ประโคมดนตรีทิพย์ บรรลือลั่นเป็นมหานฤนาท บูชาพระพุทธเจ้าในอวสานกาล |
|
 |
พระพุทธเจ้าทรงขอน้ำเสวย
ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าทรงเยียวยาโรค ด้วยโอสถ คือสมาบัติภาวนา เสด็จจากเมืองปาวา พร้อมพระภิกษุสงฆ์ |
|
 |
พระพุทธเจ้าตรัสเหตุแผ่นดินไหว
ขณะนั้น พระอานนท์ได้เห็นความอัศจรรย์ ที่เกิดแผ่นดินไหวเช่นนั้น ก็มีความพิศวง จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลถามถึงเหตุ ที่ทำให้แผ่นดินไหวใหญ่ |
|
 |
พระพุทธเจ้าทรงปรารภชราธรรม
วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับนั่ง ณ พุทธอาสน์ ซึ่งปูลาด ณ ร่มเงาแห่งพระวิหาร พระอานนท์เข้าเฝ้าถวายนมัสการแล้ว กราบทูลว่า |
|
 |
พระพุทธบิดาเสด็จพระนิพพาน
ในกาลนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ กุฎาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองไพศาลี ทรงทราบว่า พระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา ซึ่งประทับอยู่เมืองกบิลพัสดุ์ ทรงประชวรหนัก อาศัยที่ทรงสมบูรณ์ด้วยพระกตัญญูกตเวทีตาธรรม จึงเสด็จไปเยี่ยมพระพุทธบิดา พร้อมด้วยพระสาวกจำนวนมาก ทรงบำเพ็ญปิตุปัฏฐานธรรม ถวายการพยาบาลตามพุทธวิสัย |
|
 |
ศากยะราช 6 พระองค์ออกบวช
วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกมามหาชนบท ประทับอยู่ที่อนุปิยะอัมพวัน ใกล้บ้านอนุปิยะมลานิคม แขวงเมืองพาราณสี ครั้งนั้น เจ้าศากยะพระนามว่า มหานามะ ผู้เป็นพระโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ ผู้เป็นพระเจ้าอาของพระพุทธเจ้า เข้าไปหาพระอนุรุทธะ ผู้เป็นอนุชา ทรงปรารภว่า |
|
|
|
| |
|
|