 |
พุทธประวัติ |
 |
|
|
| |
|
 |
บิณฑบาตครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า
ในกาลนั้น นายจุนทะ ได้สดับข่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมา สถิตอยู่ในสวนของตน ก็มีความยินดี ได้นำสักการะ เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ยังที่ประทับ ถวายนมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควร |
|
 |
พระพุทธเจ้าตรัสเหตุแผ่นดินไหว
ขณะนั้น พระอานนท์ได้เห็นความอัศจรรย์ ที่เกิดแผ่นดินไหวเช่นนั้น ก็มีความพิศวง จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลถามถึงเหตุ ที่ทำให้แผ่นดินไหวใหญ่ |
|
 |
พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร
ครั้นพระอานนท์ รับพระพุทธบัญชา ถวายบังคมลาออกไป นั่งอยู่ที่ร่มไม้แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่วิเวก ไม่ไกลจากพระพุทธเจ้าแล้ว |
|
 |
พระพุทธเจ้าทรงทำนิมิตโอภาส
ครั้นพระพุทธเจ้า เสด็จถึงกุฏาคารศาลาแล้ว รับสั่งแก่พระอานนท์ว่า
"เธอจงถือเอานิสีทนะสันถัดตามไป ตถาคตจะไปพักที่ที่พักกลางวัน ณ ปาวาลเจดีย์" |
|
 |
พระพุทธเจ้าทรงปรารภชราธรรม
วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับนั่ง ณ พุทธอาสน์ ซึ่งปูลาด ณ ร่มเงาแห่งพระวิหาร พระอานนท์เข้าเฝ้าถวายนมัสการแล้ว กราบทูลว่า |
|
 |
พระสารีบุตรปรินิพพาน
ฝ่ายพระสารีบุตร ถวายวัตรแก่พระพุทธเจ้าแล้ว ถวายบังคมลาไปที่ที่พักกลางวัน ขึ้นบัลลังก์สมาธิ เข้าสู่วิมุตติผลสมาบัติ ครั้นออกจากสมาบัติแล้ว พิจารณาดูอายุสังขารตน ก็ทราบชัดว่า ยังดำรงชนมายุอยู่ได้อีก 7 วันเท่านั้น |
|
 |
ลำดับพรรษายุกาลของพระพุทธเจ้า
ตั้งแต่พระพุทธเจ้า ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ คำนวณพระชนมพรรษาได้ 35 พรรษาแล้ว ก็เริ่มบำเพ็ญปรหิตประโยชน์ โปรดเวนัยสัตว์ โดยในพรรษาแรก เสด็จจำพรรษา ณ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน |
|
 |
พระพุทธเจ้าทรงเปิดโลก
พระพุทธเจ้าเสด็จประทับยืน ที่ฐานศีรษะบันได ในท่ามกลางเทพพรหมบริษัท ซึ่งแวดล้อมเป็นบริวาร จึงได้ทรงทำโลกวิวรณะปาฎิหาริย์ เปิดโลกโดยอาการทอดพระเนตร ไปทิศต่าง ๆ รวมทั้งเบื้องบน และเบื้องล่างเป็น 10 ทิศด้วยกัน |
|
 |
พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์
หลังจากพระพุทธเจ้า ได้ทรงทำยมกปาฎิหาริย์แล้ว เสด็จขึ้นไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์โดยฉับพลัน ครั้งนั้น มหาชนที่มาประชุมกัน ชมปาฎิหาริย์ กำลังมีความเบิกบานเลื่อมใส ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จไป โดยฉับพลันเช่นนั้น ย่อมเป็นเหมือนดังดวงพระอาทิตย์ หรือดวงจันทร์ หลบหายเข้าไปในกลีบเมฆ อันหนาแน่น มัวมืดลงในทันทีทันใดนั้น |
|
 |
พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์
ครั้นถึงตอนบ่าย ประชาชนทั้งหลาย ได้มาประชุมกัน ณ บริเวณรอบต้นคัณฑามพพฤกษ์ เป็นจำนวนมาก พระบรมศาสดาได้เสด็จออกจากคันธกุฎี เพื่อทรงทำยมกปาฎิหาริย์ ประทับยืน ณ ที่หน้าพระวิหาร |
|
 |
เดียรถีย์ท้าแสดงปาฏิหาริย์แข่งฤทธิ์กับพระพุทธเจ้า
ครั้นพระเจ้าอชาตศัตรู ทรงสดับข่าวที่เดียรถีย์ จะแสดงปาฏิหาริย์ แข่งฤทธิ์กับพระพุทธเจ้า เช่นนั้น ก็เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลถามว่า
"ได้ทราบว่า พระองค์ทรงบัญญัติห้ามพระสาวก แสดงปาฎิหาริย์หรือประการใด?" |
|
 |
พระปิณโฑลภาระทวาชะทำปาฏิหาริย์
พระโมคคัลลานะได้ปราศัย กับพระปิณโฑลภาระทวาชะว่า
"ได้ยินไหมท่าน? ผู้คนกำลังกล่าวดูหมิ่นพระศาสนา เป็นการเสื่อมเสียถึงเกียรติพระบรมศาสดา ตลอดถึงพระอรหันต์ทั้งหลายด้วย ฉะนั้น นิมนต์ท่านเหาะไป เอาบาตรไม้จันทร์แดงลูกนั้นเสียเถิด จะได้เปลื้องคำนินทาว่าร้ายนั้นเสีย" |
|
 |
มูลเหตุยมกปาฏิหาริย์
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จจากเมืองไพศาลี มาประทับยังเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ อีกครั้ง |
|
 |
พระนางมหาปชาบดีโคตมีออกบวช
หลังจาก พระเจ้าสุทโทนธะนิพพานแล้ว พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีพระทัยน้อมไปในบรรพชา จึงเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่นิโครธาราม ทูลขอบรรพชา |
|
 |
พระพุทธบิดาเสด็จพระนิพพาน
ในกาลนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ กุฎาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองไพศาลี ทรงทราบว่า พระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา ซึ่งประทับอยู่เมืองกบิลพัสดุ์ ทรงประชวรหนัก อาศัยที่ทรงสมบูรณ์ด้วยพระกตัญญูกตเวทีตาธรรม จึงเสด็จไปเยี่ยมพระพุทธบิดา พร้อมด้วยพระสาวกจำนวนมาก ทรงบำเพ็ญปิตุปัฏฐานธรรม ถวายการพยาบาลตามพุทธวิสัย |
|
 |
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นพุทธมามกะ
หลังจาก พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงรู้สึกในความผิดของพระองค์ ที่ร่วมมือกับพระเทวทัต ปลงพระชนม์ชีพพระเจ้าพิมพิสาร แล้วเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติแทน ก็ทรงเดือดร้อนพระทัย |
|
 |
พระเทวทัตทำสังฆเภท
ต่อมา พระเทวทัตปรารถนาจะเลี้ยงชีพด้วย โกหัญญกรรม คือ การหลอกลวงสืบไป เพื่อจะเเสดงว่า ตนเป็นผู้เคร่งครัด ได้เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลขอวัตถุ 5 ประการ เพื่อให้พระพุทธเจ้าบัญญัติ ให้ภิกษุทั้งหลายปฎิบัติโดยเคร่งครัด คือ |
|
 |
พระเทวทัตประทุษร้ายพระพุทธเจ้า
หลังจากพระเจ้าอชาตศัตรู ได้ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสาร แล้วเสด็จขึ้นครองราชย์แทนแล้ว ฝ่ายพระเทวทัต ก็ได้พยายามทำร้ายพระพุทธเจ้า โดยคบคิดกับพระเจ้าอชาติศัตรู เป็นการใหญ่ |
|
 |
พระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระบิดา
พระเทวทัตก็โทมนัส ผูกอาฆาตในพระพุทธเจ้า ตั้งแต่นั้นมา พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศความประพฤติ อันไม่ดีไม่งามของพระเทวทัต ซึ่งเกิดขึ้นด้วยจิตลามก ให้พระสงฆ์ทั้งหลายทราบ เพื่อให้ภิกษุที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ จะได้สังวรระวังจิต มิให้วิปริตไปตาม |
|
 |
พระเทวทัตริษยาพระพุทธเจ้า
สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จไปประทับ ณ เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น ลาภสักการะบังเกิดแก่พระองค์ กับทั้งภิกษุสงฆ์สาวกเป็นอันมาก คนทั้งหลายถือสักการะ มีจีวร บิณฑบาต เภสัช อัฎฐบาน เป็นต้น เข้ามาสู่วิหาร ถวายแก่พระสงฆ์สาวกเป็นเนืองนิตย์ |
|
 |
ศากยะราช 6 พระองค์ออกบวช
วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกมามหาชนบท ประทับอยู่ที่อนุปิยะอัมพวัน ใกล้บ้านอนุปิยะมลานิคม แขวงเมืองพาราณสี ครั้งนั้น เจ้าศากยะพระนามว่า มหานามะ ผู้เป็นพระโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ ผู้เป็นพระเจ้าอาของพระพุทธเจ้า เข้าไปหาพระอนุรุทธะ ผู้เป็นอนุชา ทรงปรารภว่า |
|
 |
อนาถบิณฑิกะเศรษฐีถวายเชตวันมหาวิหาร
ครั้งนั้น อนาถบิณฑิกะมหาเศรษฐี ผู้อยู่ในเมืองสาวัตถี มาที่กรุงราชคฤห์ ด้วยธุรกิจอย่างหนึ่ง พักอยู่ที่นิเวศน์ของท่านราคฤห์เศรษฐี ผู้เป็นน้องชายแห่งภริยาของท่าน ได้ถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์ มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน |
|
|
|
| |
|
|