 |
พุทธประวัติ |
 |
|
|
| |
|
 |
พระสถูปเจดีย์สถาน
ในสมัยนั้น บรรดากษัตริย์ทั้งหลาย เมื่อได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ต่างองค์ต่างก็จัดขบวนอันมโหฬาร อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ไปยังพระนครของตน ด้วยเกียรติยศอันสูง แล้วให้ก่อพระสถูปเจดีย์ขึ้น บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้เป็นที่สักการะบูชาของมหาชน จึงปรากฏว่า มีพระสถูปเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ดังนี้ |
|
 |
ท้าวสักกะอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วข้างขวาไปเทวโลก
ขณะที่โทณพราหมณ์ กำลังตักตวงพระบรมธาตุ ถวายกษัตริย์ทั้งหลายอยู่นั้น ท้าวสักกะอมรินทราธิราช ทราบด้วยทิพย์จักษุว่า โทณพราหมณ์ลอบหยิบเอาพระเขี้ยวแก้ว ซ่อนไว้ในมวยผม จึงทรงดำริว่า |
|
 |
พระมหากัสสปะกราบพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้า
ขณะนั้น พระบรมบาททั้งคู่ของพระพุทธเจ้า ได้แสดงอาการประหนึ่งว่า พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ได้ทำลายคู่ผ้าทุกุลพัสตร์ ที่ห่อหุ้มอยู่ทั้ง 500 ชั้น กับทั้งพระหีบทองออกมาปรากฎในภายนอก ในลำดับแห่งคำอธิษฐานของพระมหากัสสปะ ดุจดวงอาทิตย์ที่แลบออกจากกลีบเมฆ ฉะนั้น พุทธบริษัททั้งปวง เห็นเป็นอัศจรรรย์พร้อมกัน |
|
 |
ดอกมณฑาตก
เวลานั้น พระมหากัสสปเถระ พาพระภิกษุสงฆ์ 500 เดินทางจากเมืองปาวา ไปเมืองกุสินารา เพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงวัน แสงแดดกล้า พระมหากัสสปเถระ จึงพาพระภิกษุสงฆ์ เข้าหยุดพักร่มไม้ริมทาง ด้วยคิดว่าตอนเย็น จึงจะเดินทางต่อไป |
|
 |
ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระศพ แต่เพลิงไม่ติด
ครั้นบรรจุพระพุทธสรีระศพ ลงในหีบทองเรียบร้อยแล้ว ก็อัญเชิญหีบทองนั้น ขึ้นประดิษฐานบนจิตรกาธาร ทำสักการะบูชา แล้วมัลลกษัตริย์ทั้ง 8 พระองค์ ผู้เป็นประธานกษัตริย์ทั้งปวง ก็นำเอาเพลิงเข้าจุด เพื่อถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระศพ แต่เพลิงก็ไม่ติดตามประสงค์ แม้จะพยายามจุดเท่าใด ก็ไม่บรรลุผล |
|
 |
นางมัลลิกาถวายเครื่องมหาลดาประสาธน์
ครั้นนางมัลลิกา ผู้เป็นภรรยาของพันธุละเสนาบดี ซึ่งมีนิเวศน์อยู่ในนครนั้น ได้ทราบว่า ขบวนอัญเชิญพระพุทธสรีระศพจะผ่านทางนั้น นางก็มีความยินดี ที่จะได้อัญชลีอภิวาทเป็นครั้งสุดท้าย นางจึงดำริด้วยความเลื่อมใสว่า |
|
 |
พุทธบริษัทกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ
ขณะนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ท้าวสักกกะ พระอนุรุทธเถระ และพระอานนท์เถระ ได้กล่าวคาถา สรรเสริญพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงความไม่เที่ยงถาวรของสัตว์ สังขารทั่วไป ด้วยความเลื่อมใส และความสลดใจ ในการปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระบรมศาสดา ของมวลเทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย |
|
 |
พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน
เมื่อพระผู้มีพระภาค ตรัสพระโอวาทประทาน เป็นวาระสุดท้ายเพียงเท่านี้แล้ว ก็หยุด มิได้ตรัสอะไรอีกเลย ทรงทำปรินิพพานบริกรรม ด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติ ทั้ง 9 โดยอนุโลมเป็นลำดับ ดังนี้ คือ |
|
 |
พระพุทธเจ้าประทานปัจฉิมโอวาท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
"อานนท์ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว หากจะพึงมีภิกษุบางรูปดำริว่า พระศาสดาของเราปรินิพพานแล้ว บัดนี้ ศาสดาของเราไม่มี อานนท์ ท่านทั้งหลายไม่ควรดำริอย่างนั้น ไม่ควรเห็นอย่างนั้น แท้จริง วินัยที่เราได้บัญญัติแก่ท่านทั้งหลายก็ดี ธรรมที่เราได้แสดงแล้ว แก่ท่านทั้งหลายก็ดี เมื่อเราล่วงไป ธรรมและวินัยนั้น ๆ แล จักเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย" |
|
 |
พระพุทธเจ้าโปรดให้ลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะ
พระอานนท์เถระ ได้ทูลถามพระบรมศาสดาว่า
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระฉันนะถือตัวว่า เป็นข้าเก่า ติดตามพระองค์ คราวเสด็จสู่มหาภิเนกษกรม เป็นผู้ว่ายาก ไม่รับโอวาทใคร ๆ แม้จะกรุณาเตือน เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว จักเป็นผู้ว่ายากยิ่งขึ้น ด้วยหาผู้ยำเกรงมิได้ ข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติแก่ท่านอย่างไร ในกาลเมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว" |
|
 |
พระพุทธเจ้าโปรดสุภัททปริพพาชก
สมัยนั้น ปริพพาชกผู้หนึ่ง ชื่อว่า สุภัททะ ชาวเมืองกุสินารา ได้ยินข่าวว่า พระสมณะโคดม จักปรินิพพาน ในที่สุดแห่งราตรีนี้แล้ว จึงคิดว่า
"ความสังสัยของเรามีอยู่ ควรจะรีบออกไปเฝ้า ทูลถามให้พระองค์ตรัส บอกบรรเทาความในใจของเรานั้นเสีย" |
|
 |
พระพุทธเจ้าโปรดให้แจ้งข่าวปรินิพพานแก่พวกมัลลกษัตริย์
ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสเรื่องกุสินาราแล้ว บรรเทาความข้องใจหายความปริวิตก แก่พระอานนท์เถระเจ้าแล้ว ทรงรับสั่งว่า
"อานนท์ จงเข้าไปบอกพวกมัลลกษัตริย์ให้ทราบว่า บัดนี้ พระตถาคตเจ้าจักปรินิพพาน ณ ยามที่สุดแห่งราตรีในวันนี้ อย่าให้มัลลราชทั้งหลายมีความเดือดร้อนในภายหลังว่า พระตถาคตเจ้ามาปรินิพพานในคามเขตของเราทั้งหลาย สิกลับไม่ได้เห็นพระองค์ในกาลสุดท้าย" |
|
 |
พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องเมืองกุสินารา
พระอานนท์เถระเจ้า ได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เมืองกุสินารา เป็นเมืองเล็ก เมืองดอน ไม่ควรเป็นเมืองที่พระองค์จะเสด็จปรินิพพาน ข้าพระองค์ขออาราธนาให้ไปปรินิพพานในเมืองใหญ่ ๆ เช่นพระนครราชคฤห์ พระนครสาวัตถี เป็นต้น นั้นเถิด กษัตริย์ พราหมณ์ และคหบด ี ผู้มีมหาศาล จักได้จัดการสักการะบูชาพระสรีระเป็นมโหฬาร ควรแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นอัจฉริยมนุษย์บุรุษรัตนดิลกเลิศในโลก"
|
|
 |
พระพุทธเจ้าประทานโอวาทแก่พระอานนท์
ครั้งนั้น พระอานนท์เถระ เข้าไปในวิหาร ยืนเหนี่ยวกลอนประตูวิหาร ร้องไห้ คิดสังเวชตัวว่าอาภัพ อุตส่าห์ติดตามปฏิบัติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดุจเงาติดตามพระองค์ โดยมุ่งยึดเอาพระองค์เป็นนาถะ เพื่อทำความสิ้นทุกข์ พระสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นก็จะเสด็จปรินิพพานในราตรีนี้แล้ว ทั้งที่เราเองก็ยังเป็นเสขบุคคลอยู่ |
|
 |
ถูปารหบุคคล 4 ประเภท
พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า
"อานนท์ บุคคลผู้ควรแก่การประดิษฐานในสถูป เรียกว่า ถูปารหบุคคล มี ๔ ประเภท คือ:-
1.) พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
2.) พระปัจเจกพุทธเจ้า
3.) พระสาวกอรหันต์
4.) พระเจ้าจักรพรรดิ |
|
 |
วิธีปฏิบัติในพระพุทธสรีระ
ลำดับนั้น พระอานนท์เถระเจ้า ได้ทูลถามถึงวิธีปฏิบัติในพระพุทธสรีระว่า
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติในพระพุทธสรีระ เป็นไฉน" |
|
 |
พระพุทธเจ้าแสดงสังเวชนียสถาน 4 แห่ง
ครั้งนั้น พระอานนท์เถระเจ้าได้กราบทูลว่า "ในกาลก่อน เมื่อออกพรรษาแล้ว บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ได้เข้าใกล้สนทนาปราศัย ได้ความเจริญใจ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลาย จักไม่ได้โอกาสอันดีเช่นนั้น เหมือนกับเมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่อีกต่อไป" |
|
 |
พระพุทธเจ้าทรงปรารภสักการะบูชา
ครั้งนั้น ต้นรังทั้งคู่ เผล็ดดอกบานเต็มต้น ล่วงหล่นมายังพระพุทธสรีระ บูชาพระพุทธเจ้า เป็นมหัศจรรย์ แม้ดอกมณฑาในเมืองสวรรค์ ตลอดทิพยสุคนธชาติ ก็ตกลงมาจากอากาศ บูชาพระพุทธเจ้า แม้เทวดาทั้งหลาย ก็ประโคมดนตรีทิพย์ บรรลือลั่นเป็นมหานฤนาท บูชาพระพุทธเจ้าในอวสานกาล |
|
 |
ปุกกุสะถวายผ้าสิงคิวรรณ
ครั้งนั้น ปุกกุสะ บุตรแห่งมัลลกษัตริย์ ผู้เป็นสาวกของอาฬารดาบส กาลามโคตร เดินทางจากเมืองกุสินารา เพื่อจะไปยังปาวานคร โดยทางนั้น ครั้นมาถึงที่นั้น เห็นพระพุทธเจ้า ประทับอยู่ร่มไม้ใหญ่ริมทาง จึงเข้าไปเฝ้าถวายบังคม แล้วนั่ง ณ ที่ควร |
|
 |
พระพุทธเจ้าทรงขอน้ำเสวย
ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าทรงเยียวยาโรค ด้วยโอสถ คือสมาบัติภาวนา เสด็จจากเมืองปาวา พร้อมพระภิกษุสงฆ์ |
|
|
|
| |
|
|