หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ท่านพุทธทาส หลวงพ่อปัญญา หลวงพ่อเจริญ
  ร่วมบูชารูปเหมือนหุ่นขี้ผึ้ง
บูชารูปเหมือนหุ่นขี้ผึ้งขนาดเท่าองค์จริง
• พระพม่า
• หลวงพ่อแพ เขมังกโร วัดพิกุลทอง
• หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ ปัตตานี
• สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต วัดระฆัง
• หลวงปู่สี ฉฺนทสิริ วัดเขาถ้ำบุนนาค
   
บูชารูปเหมือนหุ่นขี้ผึ้งขนาด 12 นิ้ว
   
บูชารูปเหมือนหุ่นขี้ผึ้งขนาด 9 นิ้ว
• หลวงปู่่ทวด วัดช้างให้
• สมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง
• หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
• หลวงปู่ทวดทอง
• ท่านพุทธทาสภิกขุ สวนโมกขพลาราม
   
บูชารูปเหมือนหุ่นขี้ผึ้งขนาด 5 นิ้ว
• เทส โพส พระ 5 นิ้ว
   
รับสั่งปั้นพระเกจิ และรูปเหมือนบุคคลทั่วไป ติดต่อ 081-869-1588 (ช่างบุ๊ง)
  เกจิ
• หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร วัดโฆสิตาราม(บ้านแค) จ.ชัยนาท
• ประวัิติ พระธรรมสิริชัย วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ
• ประวัติ หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม
• หลวงปู่เย็น ทานรโต วัดสระเปรียญ จ.ชัยนาท
• ประวัติ หลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร วัดป่านาสีดา จ.อุดรธานี
• ประวัติ หลวงพ่อเพิ่ม อตฺตทีโป วัดป้อมแก้ว
• ประวัติ หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก จ.พิจิตร
• ประวัติ หลวงปู่บุญมา สิริมาโย วัดบ้านหนองเรือ จ.มหาสารคาม
• ประวัติ หลวงปู่ซามา อาจุตฺโต วัดป่าอัมพวัน จ.เลย
• ประวัติ หลวงปู่เทวิน จันทปัญโญ วัดร่องดู่ทองธรรมชาติ จ.เชียงราย
• ประวัติ หลวงพ่อเชย วัดเสฐียรวัฒนดิษฐ์ จ.สิงห์บุรี
• ประวัติ หลวงปู่สุภา กันตสีโล วัดสีลสุภาราม
• ประวัติ หลวงปู่สาม อกิญฺจโน วัดป่าไตรวิเวก จ.สุรินทร์
• ประวัิติ หลวงปู่คำฟอง เขมจาโร วัดศรีสำราญ จ.สกลนคร
• หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ วัดศรีอุทุมพร จ.นครสวรรค์
• ประวัติ หลวงพ่อทองเฒ่า วัดเขาอ้อ จังหวัดพัทลุง
• หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี
• หลวงปู่ปรุง สาสโน วัดธรรมเจดีย์ จ.สิงห์บุรี
• ประวัติ พระครูอุทิตศุภการ (หลวงพ่อสุบิน สันติกโร) วัดอมฤตวารี (หนองน้ำคัน) จ.อุทัยธานี
• หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดอรัญญิการาม จ.นครปฐม
• ประวัติ หลวงปู่พุฒ ยโส วัดคามวาสี จ.สกลนคร
• หลวงพ่อแดง สุนทโร วัดศรีมหาโพธิ์ ปัตตานี
• หลวงปู่ลี ธัมมธโร พระวิปัสสนาวัดอโศการาม
• ประวัติ พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร จ.หนองคาย
• ประวัติ หลวงพ่อคำพอง ขันติโก วัดป่าอัมพวัน จ.เลย
• ประวัติ หลวงพ่อนอง วัดทรายขาว
• หลวงพ่อเขียน ขนฺธสโร วัดกะทิง จ.จันทบุรี
• ประวัติ หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรี
• ประวัติ พระครูสถิตธรรมวิสุทธิ์ (หลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม) วัดป่าทิพย์รัฐนิมิตร (วัดบ้านจิก) จ.อุดรธานี
• ประวัติ พระอาจารย์แว่น ธนปาโล
พระกรุ
พระเกจิ
หลวงปู่ทวด
พระโบราณ
จตุคามรามเทพ
พระใหม่
เครื่องราง
พระเนื้อไม้
พระเนื้อดิน
พระเนื้อผง
พระบูชา
รูปเหมือน
การเสริมสร้างบารมีให้ตัวเอง การเสริมสร้างบารมีให้ตัวเอง เกิดจากการตั้งจิตใจ ที่เป็นกุศลสำหรับการเสริมตนเอ
ทำบุญ 9 วัดในกรุงเทพมหานคร ไหว้พระ 9 วัดในกรุงเทพมหานคร เป็นคำเรียกการตระเวนไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัด
 
   •  บทสวดมนต์
   •  พระคาถา
   •  หลักธรรมทางพุทธสาสนา
   •  พุทธประวัติ
   •  ศาสนาพิธี
   •  วันสำคัญในพระพุทธศาสนา
   •  วัดสำคัญในประเทศไทย
   •  พระพุทธรูปต่าง ๆ
 
หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม

พระอุดมประชานาถ (หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ) วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม

เพชรน้ำหนึ่งแห่งลุ่มน้ำนครชัยศรี วัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี  จังหวัดนครปฐม

ปัจจุบัน  หากได้มีโอกาสเข้ากราบพระคุณเจ้าหลวงพ่อเปิ่น  วัดบางพระ  จะเห็นได้ว่าองค์หลวงพ่อนั้น  มีความอิ่มบุญ  อิ่มกุศล  ดูดวงหน้าท่านนั้นมีแต่ความสงบ  มีแต่ยิ้มแย้มแจ่มใส

แต่กว่าที่ท่านหลวงพ่อเปิ่น  จะสร้างสมบุญบารมีถึงชั้นนี้นั้น  องค์ท่านมีประวัติที่มาพิสดารพอประมาณ ซึ่งเป็นการต่อสู้ดิ้นรนในการศึกษาหาวิชาความรู้ที่ตัวเองต้องค้นหามาตลอดใน การเรียนรู้แต่ละครั้ง  แต่ละอาจารย์ถึงจุด ๆหนึ่ง  หลวงพ่อเปิ่นถึงกับกล่าวว่า

“ในตอนแรก ๆ นั้น อาตมาคิดว่าได้เรียนวิชาเอกไว้มากมายแล้ว  และได้เรียนรู้ในข้อธรรมทั้งหลาย ลึกซึ้งดีแล้ว  แต่ที่ไหนได้พอได้พบได้สนทนากับผู้ที่มีความรู้และภูมิธรรมสูงกว่า  และเป็นผู้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ  ดำริตนให้พ้นจากอาสาวะกิเลสทั้งปวงแล้วนั้นทำให้อาตมารู้สึกว่า  อาตมาเองเหมือนกบอยู่ในกะลาครอบจะต้องเรียนรู้จะต้องศึกษาอีกมากมาย  และยังต้องบำเพ็ญเพียรทางจิตอีกมากจึงจะเทียบเท่าท่านผู้รู้เหล่านั้นได้ เพราะขณะนั้นอาตมายังไม่ได้ปฏิบัติตน  ไม่เคยเห็นโลกกว้างเหมือนผู้รู้ผู้แสวงหา  ไม่ได้ถึงธรรมอย่างแท้จริง  และปฏิบัติกันอยู่แค่วิชาความรู้ทางไสยศาสตร์เพียงอย่างเดียว  ไม่อาจนำพาตัวเองรอดจากเวียนว่ายตายเกิดได้เลยต้องศึกษาปฏิบัติควบคู่กันไป เป็นพลัง

เสริมความมั่นคง  อันก่อให้เกิดความกาวหน้าทางจิต  จนกระทั่งได้พบกับแสงสว่างทางธรรมอันสมควรอีกด้วย  และถ้าหากอาตมาไม่แสวงหาวิชาความรู้ต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วแผ่นดินแล้วก็จะอยู่เพียงเท่านี้ ไม่ก้าวหน้าต่อไปวิชาก็ไม่แน่นพอ  ไม่ได้เห็นแสงสว่างของทางธรรม และยังไม่ได้เข้าถึงคุณวิชาที่เข้าศึกษาจึงจำเป็นต้องไปเพื่อกาลข้างหน้าจะ ได้เป็นผู้รู้ได้บ้าง  แต่จะได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็แล้วแต่บุญกุศลเถิดว่าจะสนองตอบเราได้เพียงไหน”

นั้นเป็นคำกล่าวขององค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  เมื่อท่านได้พบกับหลวงพ่อโอภาสี (มหาชวน) ท่านจึงทราบว่าท่านอยู่ในฐานะเพียงไหน จึงต้องออกธุดงค์ต่อไปเพื่อหาความวิเวกศึกษาปฎิบัติ  นี่เป็นเพียงจุดเดียวเท่านั้นในชีวิตขององค์พระคุณเจ้าหลวงพ่อเปิ่น  ซึ่งมีอยู่มากมายในเรื่องของความพิสดารแห่งการศึกษาหาความรู้  เรามาทราบถึงชาติองค์ท่านก่อน…

องค์หลวงพ่อเปิ่น  ฐิตคุโณ  เป็นชาวนครชัยศรี จ.นครปฐม โดยกำเนิด บิดาท่านมีนามว่า “นายฟัก” มารดามีนามว่า”นางยวง” อยู่ในตระกูล “พู่ระหง”

ครอบครัวขององค์หลวงพ่อเปิ่นมีอาชีพทำนาอันเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในแถบ นั้น  องค์หลวงพ่อเปิ่น  ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๖๖ ตรงกับวันอาทิตย์  ขึ้นหนึ่งค่ำ (๑) เดือนเก้า (๙)  ครั้งนั้นในแถบถิ่นเมืองนครชัยศรี  ได้มีทารกน้อยมาจุติ  ซึ่งมากล้นด้วยบุญญาธิการ  ด้วยลักษณะที่ผิวพรรณผ่องใส ก็ ผิดไปจากพี่น้องซึ่งอยู่ด้วยกันทั้งหมดเวลานั้น  คือมีพี่ทั้งหญิงและชาย  ๘  คน  หลวงพ่อเป็นคนที่เก้า  และต่อมาองค์หลวงพ่อจึงมีน้องที่เป็นหญิงเพิ่มมาอีกหนึ่งคน

วัยเด็ก

ชีวิตปฐมวัยขององค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  นับว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างเป็นที่สุด

ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในสมัยนั้นแถบถิ่นลุมน้ำนครชัยศรีอุดมไปด้วยวิชา อาคม  อาจเนื่องด้วยไกลปืนเที่ยงในตอนนั้นการเรียนรู้วิชาอาคมเอาไว้เพื่อป้องกัน ตัวจึงถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้ชายทุกคนจักพึงมี หลวงพ่อเปิ่น  องค์ท่านสนใจในเรื่องไสยศาสตร์มาตั่งแต่สมัยเด็ก  อาศัยว่าครอบครัวของท่านอยู่ใกล้กับวัดบางพระ  ซึ่งในสมัยนั้นมีองค์พระคุณเจ้าที่จำพรรษา  (รวมทั้งพี่ชายหลวงพ่อด้วย)  ณ  วัดบางพระ  เก่งกาจในสายไสยศาสตร์มากหลายองค์เด็กชายเปิ่นจึงเข้าออกเพราะความอยากรู้  อยากใฝ่หาในวิชาอยู่กับวัดบางพระเป็นประจำ

ครั้นต่อมาครอบครัวย้ายไปตั้งรกรากทำมาหากินที่จังหวัดสุพรรณบุรี  บ้านทุ่งคอก  อำเภอสองพี่น้อง  ที่สุพรรณบุรีนี่เองที่เด็กชายเปิ่นได้ฉายเป็นนักเลงจริง  เป็นคนจริงให้เห็น  เพราะการอยู่ในดงนักเลงที่เป็นคนจริง  จะต้องเป็นคนจริงไปด้วยโดยปริยาย

เมื่อถึงจุดนี้ผู้ชายไทยใจนักเลงทุกคนจึงต้องหาอาจารย์ศึกษาทางด้านไสย เวทย์  เพื่อเอาไว้ป้องกันตัวเองบ้าง  เป็นการเสริมสร้างบารมีให้แก่ตนเอง  เด็กชายเปิ่นจึงต้องขวนขวายหาครูบาอาจารย์ผู้เรืองเวทวิชาอาคมศึกษาหาวิชามา ไว้ป้องกันตัวเองได้เวทมนตร์คาถาเอามาท่องจำ  เป็นอย่างนี้อยู่ตลอด

จนกระทั่งได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ขององค์ท่านหลวงพ่อแดงแห่งวัดทุ่งคอก  อ.สองพี่น้อง  จ.สุพรรณบุรี  ศิษย์เอกของท่านหลวงพ่อโหน่ง  วัดคลองมะดัน  องค์พระคุณเจ้าที่เก่งพร้อมทุกด้าน  โดยเฉพาะเก่งกล้าเป็นอย่างมากทางด้านกัมมัฎฐานและไสยเวทย์  นี่เองคือจุดเริ่มความเก่งกาจของ  เด็กชายเปิ่นจนถึงนายเปิ่นในกาลเวลาต่อมา

หลวงพ่อแดง   วัดทุ่งคอก  องค์เสมือนจะทราบว่าเด็กชายเปิ่นคนนี้มีแววแห่งผู้ขมังเวทอย่างแน่นอน  อีกทั้งจิตใจ  อันใสบริสุทธิ์สะอาด  ผนวกกับเป็นคนจริงท่านจึงได้ถ่ายทอดในสายวิชาของท่านพร้อมวิชา ไสยเวทย์ต่าง ๆ ให้กับเด็กชายเปิ่น

ด้วยความจำ  ด้วยความที่ตนใฝ่หาทางนี้โดยตรง  ความรู้ที่พระอาจารย์หลวงพ่อแดงมอบให้จึงตกอยู่ที่เด็กชายเปิ่นอย่างมากมาย  ที่สำคัญในช่วงนั้นนั่นเองที่เด็กชายเปิ่นจนเติบโตเป็นนายเปิ่นได้มีความ อยากรู้  อยากเรียน  อยากทราบในสายพระเวทย์เหมือนองค์หลวงพ่อเปิ่น  จึงเป็นที่ถูกคอกันยิ่งนัก  ซึ่งต่อมาเพื่อนคนนี้ได้อุปสมบทเหมือนกัน  มีนามว่าหลวงพ่อจำปา (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) เจ้าอาวาสวัดประดู่  เขตตลิ่งชัน  กรุงเทพ ฯ ซึ่งมีลูกศิษย์  ลูกหามากมาย

หลวงพ่อเปิ่นศึกษาวิชากับหลวงพ่อแดง  วัดทุ่งคอกอยู่จนถึงเวลาที่ครอบครัวย้ายถิ่นฐานกลับสู่บางแก้วฟ้า จังหวัดนครปฐม  อีกครั้ง  ซึ่งตรงกับอายุครบเกณฑ์ทหารพอดี  ในสมัยนั้นการเกณฑ์ทหารแบ่งเป็น 2 อย่าง  คือ  ทหารประจำการ กับ ทหารโยธา สมัยนี้นี่เองที่นายเปิ่นได้รับการถ่ายทอด  วิชาสักยันต์  อันเกรียงไกร โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อหิ่ม  อินฺทโชโต  เจ้าอาวาสวัดบางพระ  แน่นอนที่สุดนี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตขององค์หลวงพ่อเปิ่น  ฐิตคุโณ  เพราะวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดมาล้วนเป็นวิชาที่สุดยอดทั้งสิ้น  หากมองย้อนกันกลับไป

พระอธิการหิ่ม  อินฺทโชโต  เจ้าอาวาสวัดบางพระในเวลานั้น  หากเทียบกันในเรื่องไสยเวทย์คาถา  จัดได้ว่าเป็นหนึ่งเป็นจิตจริงอันแน่วแน่  เพียงแต่องค์ท่านไม่ออกสู่สนามลองพระเวทย์สักเท่าใด  อีกทั้งเรื่องยาสมุนไพรรักษาโรคก็นับว่าเป็นหนึ่งเหมือนกัน  ถือว่าเป็นวิชาพระคาถาอาคมที่ได้รับการสืบทอดความลึกลับกันมาตั้งแต่โบราณ กาล  ขณะนั้นนายเปิ่นได้เข้ารับใช้หลวงพ่อหิ่ม  เพื่อความอยากเรียนในด้านไสยเวทย์จากองค์ท่านหลวงพ่อหิ่มนั่นเอง  ซึ่งก็ได้รับความเมตตาเป็นอย่างดีจากท่านหลวงพ่อหิ่ม

สายวิชาพระเวทย์ลึกลับตั้งแต่โบราณกาลจากองค์หลวงพ่อหิ่ม  จึงถูกถ่ายทอดให้กับนายเปิ่นทั้งหมด

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

เป็นเพราะในช่วงที่หนุ่มแน่น  นายเปิ่นเข้าออกวัดบางพระเกือบทุกเวลาจึงใกล้ชิดกับวัด

อย่างดีที่สุด  จนเมื่อถึงเวลาหนึ่ง  ซึ่งนายเปิ่นคิดไปว่า  ต้องบวชเรียนเพื่อศึกษาในสายวิชาอย่างจริงจัง  เมื่อมาถึงในขั้นตอนที่ต้องใช้จิตใจในส่วนของความสงบ  นึกดังนั้นจึงขออนุญาตพ่อแม่ว่าอยากบวชเรียน  ซึ่งทั้งสองคนต่างดีใจเป็นอย่างมาก  ยินดีให้นายเปิ่น
เข้าสู่บวรพุทธศาสนา

วันที่  ๒๓  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๔๙๑  นายเปิ่นเข้าบรรพชาอุปสมบท  ณ  พัทธสีมา  วัดบางพระ  ต.บางแก้วฟ้า  อ.นครชัยศรี  จ.นครปฐม  โดยมี
พระอธิการหิ่ม  อินฺทโชโต   เป็นพระอุปัชฌาย์
พระอาจารย์อยู่  ปทุมรัตน์    เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระอาจารย์เปลี่ยน  จิตฺตธมฺโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่อได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์  หลวงพ่อเปิ่น  จึงเริ่มศึกษาเล่าเรียนในพระธรรมวินัย  สิกขาบท  ตามภาระหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์  ที่สำคัญคือการศึกษาเล่าเรียนทางด้านวิชาอาคม  จากตำรับตำราโบราณที่พระอาจารย์หลวงปู่หิ่ม  สอนให้อย่างตั้งอกตั้งใจ  นอกจากท่องบ่นพระเวทย์ – มนตร์คาถาอาคมแล้ว  หลวงพ่อเปิ่นยังได้รับการถ่ายทอดในสายอักขระโบราณเป็นรูปแบบของยันต์ต่าง ๆ  การลงอาคมตามทางเดินของสายพระเวทย์จนเป็นที่ชำนาญ  กล่าวกันว่าอักษร อักขระ ที่หลวงพ่อเปิ่นลงหรือเขียนนั้นสวยงาม  มีเสน่ห์เป็นยิ่งนัก

ในช่วงเวลา  ๔  ปีกว่า ๆ  ที่หลวงพ่อเปิ่นศึกษาวิชาต่าง ๆ จากพระอาจารย์หลวงปู่หิ่ม  อินฺทโชโต  และอยู่ปรนนิบัติพระอาจารย์จนถึงกาลที่พระอาจารย์หลวงปู่หิ่มละสังขาร มรณภาพ  ซึ่งนับเป็นศิษย์องค์สุดท้ายที่ได้อยู่ปรนนิบัติหลวงปู่หิ่ม  อินฺทโชโต  หลังจากที่พระอาจารย์มรณภาพ  หลวงพ่อเปิ่นจึงได้ออกจาริกปฏิบัติธรรม  แสวงหาสัจจธรรม  และในจุดประสงค์ลึก ๆ ของหลวงพ่อเปิ่นนั้นต้องการแสวงหาพระอาจารย์เพื่อศึกษาพระเวทย์

ในช่วงนั้นมีพระอาจารย์องค์หนึ่ง  โด่งดังมากในเรื่อง “เตโชกสิณ” นั่นคือ  องค์หลวงพ่อโอภาสี  จำพรรษาอยู่ที่วัดรังษี  (เดิมอยู่ติดกับวัดบวรนิเวศน์  ต่อมาจึงยุบไปรวมกับวัดบวรนิเวศน์) หลวงพ่อเปิ่น  ฐิตคุโณ  จึงเข้าไปฝากตัวศิษย์หลวงพ่อโอภาสี  ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่มีปฏิปทาแปลนาเลื่อมใส  ในครั้งนั้นหลวงพ่อเปิ่นเข้าศึกษากับพระอาจารย์หลวงพ่อโอภาสีเป็นเวลาเกือบ ปี  จึงกราบลาพระอาจารย์หลวงพ่อโอภาสี  เพื่อออกธุดงค์ต่อไป  ตามแนวของพระอาจารย์

หลวงพ่อเปิ่นเคยปรารภให้ศิษย์ฟังว่า”อาตมาเรียนด้วย  ปรนนิบัติท่านโอภาสีไปด้วย  คงเป็นเพราะบุญบารมีของอาตมาที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนก็ว่าได้  จึงได้มีโอกาสศึกษากับท่านโอภาสี  สำคัญมาก ๆ  จริง ๆ และถ้าหากอาตมาไม่แสวงหาวิชาความรู้ต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วแผ่นดินแล้วก็จะอยู่เพียงแค่นี้ไม่ก้าวหน้าต่อไป  วิชาก็ไม่แน่นพอ  ไม่ได้เห็นแสงสว่างของธรรมและยังไม่ได้เข้าถึงคุณวิชาความที่ต้องศึกษาจึงจำ เป็นต้องไปเพื่อกาลข้างหน้าจะได้เป็นผู้รู้บ้าง  แต่จะได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็แล้วแต่บุญกุศลเถิดว่าจะสนองตอบเราได้เพียงใด” ทราบกันเพียงว่าหลังจากองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นเข้ารับการถ่ายทอดในสายวิชาของ หลวงพ่อโอภาสีแล้วทำให้หลวงพ่อเปิ่นท่านทราบได้ถึงสายวิชาที่มีอยู่อย่างมาก ในภพหล้าของเมืองไทยอีกทั้งได้รับการชี้แนะ จากองค์ท่านหลวงพ่อโอภาสีถึงองค์พระภิกษุสงฆ์เจ้าที่เก่งในด้านวิชา  ตามเส้นทางที่องค์ท่านหลวงพ่อโอภาสีท่านเคยจาริกแสวงมาหลังจากที่กราบลาองค์ พระอาจารย์หลวงพ่อโอภาสี  หลวงพ่อเปิ่นจึงออกธุดงค์มุ่งสู่ป่าเขาลำเนาไพรอีกครั้ง   โดยมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี  อันเป็นแหล่งใหญ่ของการปฏิบัติบำเพ็ญภาวนาซึ่งป่าแถบเมืองกาญจนบุรี  มีพร้อมสำหรับผู้แสวงหาสัจธรรมและความวิเวก  อีกทั้งองค์พระคุณเจ้าที่เก่งและเสาะหาในสายวิชาต่างมุ่งตรงสู่ป่าเขาใน จังหวัดกาญจนบุรีกันเป็นส่วนมาก  จึงเป็นโอกาสดีของการรับรู้และแลกเปลี่ยนในสายวิชาซึ่งกันและกัน

ช่วงนี้นี่เองที่ชีวประวัติองค์หลวงพ่อเปิ่น  ได้หายไปจากเมือง

ทราบเพียงว่าองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  ท่านออกจาริกข้ามขุนเขาตะนาวศรี  เข้าสู่เมืองมะริดของประเทศพม่าเข้าสู่บ้องตี้เซซาโว่  เกริงกาเวีย  า(พ.ศ.  ๒๔๙๖ - ๒๕๐๔ )  ซึ่งป่าแถบนั้นเป็นป่า  ที่ซ่อนอาถรรพ์ลี้ลับนานาประการเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นอันตรายจากสัตว์อันตราย จากสิ่งลี้ลับ  มนต์ดำแห่งป่า  สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นเกิดความกลัวแต่อย่างใด  กลับตรงกันข้ามท่านกลับมุ่งใจพุ่งองค์เองเข้าสู่แดนอาถรรพณ์มหันภัยแห่งนี้

แน่หละนละ  หากในสายวิชาไม่แข็ง  หรือจิตไม่เพียบพร้อม  ณ  ป่านี้นี่เองที่องค์ธุดงค์วัตรหายไปอย่างลึกลับ  มีมาแล้วจะเป็นด้วยไข้ป่า  ผีป่า  นางไม้  วิญญาณร้ายต่าง ๆ  ที่สำคัญคือสัตว์ร้ายนานาชนิดที่มีอยู่อย่างมาก  โดยเฉพาะ”เสือสมิง”ที่นี่มีตำนานที่เล่ากันมาตั้งแต่บรรกาลในส่วนของเสื่อ ร้ายที่สามารถกลับกลายแปลงร่างเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ที่ศึกษาวิชาทางด้าน นี้  จนสามารถกลับกลายร่างตนเองเป็นเสือสมิงไป  และไม่ได้กลับร่างมาเป็นคนอีกเป็นเรื่องจริง  ในสายวิชาเร้นลับวิชาหนึ่งในส่วนองค์หลวงพ่อเปิ่น  ท่านไม่ได้ประหวั่นพรั่นพรึงในส่วนนี้เลยแม้แต่น้อย  จะเป็นด้วยเพื่อทดลองสายวิชาที่ได้เล่าเรียนมาหนึ่ง  หรือเป็นด้วยองค์ท่านตัดทางจิตแล้วที่จะอุทิศตนเพื่อพระศาสนา  ดังนั้นจิตอันสงบ  จึงทำให้ไม่กลัวอะไรแม้แต่น้อยช่วงนี้องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นประวัติเงียบหาย ไปอย่างสนิทมีเพียงคำบอกเล่าของชาวบ้านว่าเจอองค์ท่านบ้าง  ชาวเขา  ชาวป่า  พวกกระเหรี่ยง  บอกว่าเจอองค์ท่านและองค์ท่านได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ชาวป่า  ชาวเขามาแล้งบ้างเป็นดังนี้

กระทั่งปลาย  พ.ศ.  ๒๕๐๔

บ่ายแก่ของวันหนึ่ง  พระธุดงค์วัยกลางคนมาปักกลดอยู่ชายป่าใกล้กับวัด  ทุ่งนางหลอก  อ.ลาดหญ้า  จ.กาญจนบุรี

ที่นี่นี้เององค์พระธุดงค์องค์นี้ได้สร้างศรัทธาให้แก่ชาวบ้านอย่างมาก มาย  ทั้งปฏิปทาที่เคร่ง  ทั้งสายวิชาสานยาสมุนไพรช่วยเหลือชาวบ้าน  ยิ่งเข้ากราบยิ่งเป็นที่กล่าวขาน  เกิดเป็นศรัทธาอันสูงสุดของชาวบ้านที่พุ่งตรงสู่พระคุณเจ้ารูปนี้”หลวงพ่อ เปิ่น  ฐิตคุโณ “  คือองค์ธุดงค์องค์นั้นประจวบกับวัดทุ่งนางหลอกซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ชำรุดทรุด โทรมมาก  ไม่มีเจ้าอาวาสมีเพียงพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่สองสามรูป   จนจะกลายเป็นวัดร้างอยู่แล้ว  ชาวบ้านจึงเห็นพ้องต้องกันว่าผู้ที่จะช่วยพัฒนาวัดทุ่งนาวัดนางหลอกให้กลับ มาคืนมาอีกครั้ง   คือองค์พระธุดงค์องค์นี้  จึงได้พร้อมกันนิมนต์องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นให้ท่านช่วยพัฒนาเสนาะต่าง ๆ  ให้ดีขึ้นเหมือนเดิมและให้องค์ท่านอยู่เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน  เป็นที่พึ่งพาอาศัยของพวกเขาต่อไปหลวงพ่อเปิ่นรับนิมนต์เมื่อมาเป็นเจ้า อาวาสวัดทุ่งนางหลอก  องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  ใช้ความรู้ความสามารถขององค์ท่านทุกวิถีทาง  เพื่อให้เกิดประโยชน์กับแถบถิ่น  เช่นวิชาแพทย์แผนโบราณ  พระคาถาอาคมต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านเท่าที่จำเป็นเพียงระยะเวลาไม่นานที่องค์พระคุณเจ้า หลวงพ่อเปิ่นมาเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งนางหลอก   การพัฒนาวัดรุดหน้าไปมาก  เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างแปลกหูแปลกตา   ทำให้ชื่อเสียงองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นเป็นที่รู้จักและเริ่มกระจายออกไปกว้าง ขึ้น ๆ จากคำบอกเล่าปากต่อปาก  ประจวบกับองค์ท่านมีจริยาวัตรอันงดงาม  มีวิชาแพทย์แผนโบราณ   รวมทั้งมีวิชาอาคมที่เป็นเลิศ   เพียงไม่ถึง 2 ปี  ที่องค์ท่านจำพรรษาเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งนางหลอก  จ.กาญจนบุรี  วัดนี้เจริญขึ้นพอสมควร   องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  จึงออกจาริกต่อไป   นำพาซึ่งความอาลัยเสียดายแก่ชาวบ้านทุ่งนางหลอก  เป็นยิ่งนักสู่วัดโคกเขมา

หลังจากออกจากวัดทุ่งนางหลอก   องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  ฐิตคุโณ   จึงออกธุดงค์มุ่งสู่สมถะวิเวกอีกครั้งยาวนานร่วม 2 ปี   โดยใช้เส้นทางวึ่งเป็นป่าดงดิบรกชัฏตามกาลสมัย

ระหว่างทางองค์ท่านแวะพักที่วัดโคกเขมา ต.แหลมบัว  อ.นครชัยศรี  จ.นครปฐม   ซึ่งก็ตรงกับจังหวะที่วัดโคกเขมา  ไม่มีเจ้าอาวาสพอดิบพอดี

วัดโคกเขมา นับว่าไกลปืนเที่ยงอยู่เหมือนกัน  กันดารอยู่กลางป่า  การเดินทางไปมาแสนลำบาก

เมื่อชาวบ้านทราบว่ามีพระธุดงค์เข้ามาพักที่วัดและทราบต่อมาทราบว่าเป็นศิษย์ของหลวงปู่หิ่ม  อินทฺโชโต

ชาวบ้านจึงพากันนิมนต์องค์หลวงพ่อเปิ่น  ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา    หลวงพ่อเปิ่นจึงต้องรับนิมนต์เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมามาตั้งแต่กาลนั้น

คณะสงฆ์ในตำบลแหลมบัว  ออกประกาศและแต่งตั้งให้หลวงพ่อเปิ่น  ฐิตคุโณ   เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมาสืบไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2509

เมื่อเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโคกเขมาองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  จึงได้เริ่มพัฒนาวัด ก่อสร้างเสนาสนะซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ  ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว  ทุกอย่างเกิดจากศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นในเวลานั้น

และที่วัดโคกเขมานี่เอง   องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นท่านได้สร้างพระเครื่องเป็นครั้งแรก

ปัจจุบันพระเครื่องรุ่นนี้ของวัดโคกเขมา   หาเป็นสิ่งยากเพราะเป็นพระเครื่องที่มีประสบการณ์   สร้างอภินิหารให้ผู้ที่ครอบครองได้ประจักษ์   หลังจากรุ่นรูปหล่อเนื้อทองแดงของท่านแล้ว   พระเครื่องและวัตถุมงคลต่าง ๆ  จากวัดโคกเขมาจึงออกมาเพื่อให้ศิษย์และประชาชนได้เช่าหาบูชากัน   เพื่อนำเงินบำรุงพัฒนาวัดโคกเขมาทั้งหมด

ที่วัดโคกเขมาองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นออกพระเครื่องทั้งเนื้อผง (สมเด็จ)  ทั้งรูปหล่อ  ทั้งเหรียญพระบูชา(พระสังกัจจายน์)  ซึ่งชมได้จากภาพที่ได้จัดเรียงไว้อย่างครบครันในประมวลภาพพระเครื่องของวัด โคกเขมา(เล่มที่1)

ทุกชิ้นทุกอย่างทุกองค์ในเวลานั้นดูมีค่ามากสำหรับชาวบ้านที่รับไป   นั่นหนึ่งละที่เป็นเหตุให้ชื่อองค์ท่านหลวงพ่อขจรไกลไปทั่วแคว้น   ทุกอย่างเกิดจากประสบการณ์ของผู้ใช้ทั้งสิ้น  จึงไม่แปลกเลยทีช่วงนั้น ณ กุฎิท่านวัดโคกเขมา  ซึ่งมีพร้อมทั้งทางด้านไสยศาสตร์
ทั้งทางด้านปฏิบัติธรรม  ถือเคร่งในวัตรปฏิบัติจนเป็นที่เลื่อมสนแก่ผู้ที่มากราบไหว้พบเห็น

ชนทุกเหล่าทุกนามที่ทราบข่าวต่างเข้ามากราบไหว้กันจนกุฎิไม่แห้ง ที่กล่าวขานกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น  จวบปัจจุบันตั้งแต่วัดโคกเขมาเป็นต้นมานั่นคือ

” การสักยันต์ “

แน่ละหากกล่าวถึงหลวงพ่อเปิ่นในหมู่ของชายฉกรรจ์ตั้งแต่อดีตมาหากเป็น สมัยท่านแล้วละก็  ต้องยกนิ้วให้องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  ในเรื่องของไสยศาสตร์เวทมนต์คาถาที่ส่งลงสู่ร่างของชายชาตินักสู้ในรูปแบบ ขององค์ท่านเองทุกอย่างสมบูรณ์เพียบพร้อมถึงขนาดมีข่าวคราวกระพือโหมไปทั่ว ว่า

แม้สิ้นชีพไปแล้ว  มีดผ่าตัดยังไม่สามารถเฉือนเนื้อลงได้เลยคงทราบกันดีแล้วนะครับในข่าวนี้  องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นในสมัยที่องค์ท่านยังมิได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครู ฯ  องค์ท่านลงมือสักลงอักขระเวทด้วยองค์ท่านเอง  มาภายหลังที่ท่านประสิทธิ์ประสาทให้แก่ศิษย์เป็นผู้สักแทน  องค์หลวงพ่อเพียงทำพิธีครอบให้เท่านั้น

เรื่องการสักขององค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นกล่าวกันเพียงบทสรุปองค์ท่านหลวงพ่อ เปิ่น  ท่านจะชอบ  ” เสือ ” ด้วยเหตุผลที่องค์หลวงพ่อบอกเพียงสั้นแก่สานุศิษย์ว่าเสือเป็นสัตว์ที่มี อำนาจ  เพียงเสียงคำรามสัตว์ทั้งหลายก็สงบเงียบ  กลิ่นของเสือสัตว์ทั้งหลายเมื่อสัมผัสจะยอมในทันทีหลีกทันก็ต้องหลีกจัดอยู่ ในมหาอำนาจ

เสือรูปร่างสง่างาม  เต็มไปด้วยอำนาจบารมีจัดอยู่ในมหานิยม

ในช่วงปี  ๒๕๑๔  หลวงพ่อเปิ่นได้รับสมณศักดิ์เป็นพระใบฎีกา  ฐานานุกรมในพระอุดมสารโสภณ

เป็นช่วงที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา  อันเป็นเวลาที่วัดโคกเขมาเจริญรุดหน้าขึ้นอย่างสูงสุด

ในส่วนของวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เมื่อหลวงปู่หิ่ม อินฺทโชโต มรณภาพลงและหลวงพ่อเปิ่นออกจาริกแสวงธรรม ทางวัดบางพระเงียบเหงาลง ต่อมา”หลวงพ่อทองอยู่ ปทุมรัตน์” พระกรรมวาจาจารย์ของหลวงพ่อเปิ่นได้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงปู่หิ่ม จนมรณภาพลงในปี พ.ศ.๒๕๑๖ เจ้าอาวาสวัดบางพระ จึงว่างลง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกัน ไปกราบอาราธนาหลวงพ่อเปิ่นให้กลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางพระ ซึ่งในตอนแรกหลวงพ่อไม่ยอมมาด้วยสาเหตุว่าไม่มีใครดูแลวัดโคกเขมา ซึ่งเป็นเหมือนกับวัดที่ท่านสร้างขึ้นมาใหม่ ภาระและความรับผิดชอบยังอยู่ที่ท่าน

ในส่วนของญาติโยมชาวโคกเขมานั้น เคารพรักใหลวงพ่อเป็นอย่างมาก เพราะเปรียบเทียบเสมือนว่าตัวท่านเป็น น้ำทิพชะโลมใจ ท่านเป็นศูนย์รวมพลังศรัทธา เป็นพระนักพัฒนาที่สร้างแต่ความเจริญรุ่งเรือง

ญาติโยมฝ่ายวัดบางพระ ก็ไม่ได้สิ้นความพยายาม เพียรกราบอาราธนาให้ท่านกลับมาพัฒนาวัดบ้านเกิดของท่านเอง ให้กลับคืนเหมือนเดิม เพราะชาวบ้านทั้งหลายได้ร่วมพิจารณากันแล้วนอกจากท่านแล้วไม่มีใครที่จะทำ ให้วัดกลับมาเป็นดังเดิมได้ วัดบางพระมีแต่จะทรุดลงไปเรื่อย ๆ ผลที่สุดท่านก็ยอมที่จะมา แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องหาพระมาดูแลวัดโคกเขมาให้ได้ก่อน ท่านจึงจะยอมกลับวัดบางพระ

ในครั้งนั้น กล่าวกันว่าชาววัดโคกเขมา เมื่อทราบว่าหลวงพ่อท่านจะต้องกลับไปพัฒนาวัดบางพระซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของ ท่าน เสียดายก็เสียดายทำอย่างไรได้เมื่อเหตุมันเกิดก็ต้องยอมแต่ยังอุ่นใจอยู่ว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นไปกราบปรึกษาหารือท่าน ก็คิดว่าจะได้รับคำแนะนำที่ดีมีประโยชน์ บางทีท่านอาจจะลงมือมาช่วยได้อีก

ในที่สุดหลวงพ่อ ท่านก็กลับมาพัฒนาวัดบางพระ สมเจตนาของชาวบ้าน นั่นคือการจบชีวิตการธุดงค์ของหลวงพ่อเปิ่น

ถนนแห่งชายฉกรรจ์ผู้มีเลือดนักสู้ในหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือ ผู้ที่ทำงานเสี่ยงกับอันตรายนานาประการ ต่างก็มุ่งตรงยังวัดบางพระ เพื่อนำวัตถุมงคลที่หลวงพ่อประสิทธิ์ประสาทไว้กับตัวเอง ด้วยเหตุนี้เอง เท่ากับเป็นการนำพาความเจริญทั้งหลายมาสู่ถิ่นตามลำดับจนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อเข้ารับภาระในวัดบางพระเวลานั้น นับเนื่องแล้วเป็นการพัฒนาที่หนักเอาการ ก่อนอื่นจัดระเบียบของวัดให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน ได้แก่การจัดเขตพุทธาวาส และสังฆาวาสให้อยู่เป็นสัดส่วน เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในเวลานั่น เขตพุทธาวาสและสังฆาวาสยังคละเคล้าปะปนกันอยู่ ไม่เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้มาพบเห็น

หลังจากได้วางโครงการเรียบร้อยแล้ว ให้เอาเขตสังฆาวาสทั้งหมดไปรวมอยู่ทางด้านหลัง ส่วนข้างหน้าให้เป็นเขตพุทธาวาสได้แก่โบสถ์ ศาลาการเปรียญ มณฑปพระพุทธบาท มณฑปบูรพาจารย์ ฯลฯ เป็นต้น

ในวันที่   ๒๕  เดือน  สิงหาคม  พ.ศ.๒๕๑๘    อาศัยอำนาจตามความในข้อ   ๒๓    แห่งกฎมหาเถรสมาคม   ฉบับที่ ๕ (พ.ศ.๒๕๐๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ จึงแต่งตั้งให้ พระใบฎีกาเปิ่น ฉายา ฐิตคุโณ อายุ ๕๓ พรรษา ๒๗ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีหน้าที่และอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ โดยมี เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ประทับตราประจำตำแหน่ง

หลังจากได้วางโครงการแยกแยะส่วนต่างๆ แล้ว หลวงพ่อได้ย้ายและสร้างกุฏิสงฆ์ เพื่อให้พอกับพระที่อยู่จำพรรษา และพัฒนาวัดมาโดยตลอดอย่างไม่หยุดยั้งด้วยการพัฒนาวัด และพร้อมด้วยจริยาวัตรอันงดงาม ปลูกศรัทธาปสาทะของผู้พบเห็น บำเพ็ญในสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอย่างสูง และด้วยการที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ทางคณะสงฆ์และทางราชการเห็นความสำคัญ จึงได้ประกาศเกียรติคุณความดีให้ปรากฏเป็นอนุสรณ์ตลอดมา

ในวันที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓ ให้พระฎีกาเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม เป็น “พระครูฐาปนกิจสุนทร”

ช่วงนี้นี้เองที่วัดมีการออกพระเครื่องและวัตถุมงคล เพื่อทดแทนในน้ำใจแห่งศรัทธาที่ศิษยานุศิษย์และชาวบ้านได้ร่วมกันในการพัฒนา วัดบางพระนั่นเองฯ

ในวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพ่อท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณะศักดิ์จาก พระครูฐาปนกิจสุนทร เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เป็น “พระอุดมประชานาถ”

ด้วยการพัฒนาวัดและชุมชนมาโดยตลอด ทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์โดยอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ถวายปริญญาบัตร พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์ ณ วันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ แก่องค์หลวงพ่อ แสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อได้เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ของประชาชนโดยแท้ ท่านไม่ทิ้งธุระทางการศึกษา พัฒนาสาธารณะประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษาไว้มากเพื่อเป็นแนวทางแก่พระภิกษุ - สามเณรในพระพุทธศาสนา

หลวงพ่อท่านได้มองถึงประโยชน์ของการศึกษาถึงวัฒนธรรมความเจริญของท้อง ถิ่นแห่งนี้เมื่อสมัยก่อน ในการที่จะพัฒนาบุคคลให้มีความรู้คู่คุณธรรมและมีจิตสำนึกรักภูมิลำเนาของตน โดยที่ท่านได้วางการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่ตั้งใจจะสร้างไว้นานแล้ว เพื่อเป็นที่รวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้าน และของเก่าแก่ของแถบลุ่มน้ำนครชัยศรี บริเวณตำบลบางแก้วฟ้านี้ ที่เมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งที่มีการติดต่อค้าขายกัน มีชาวบ้านอยู่มากมาย เป็นแหล่งรวมสรพวิชาความรู้ที่สำคัญแห่งหนึ่งในบริเวณนี้ ซึ่งสามารถดูได้จากโบสถ์เก่าสมัยอยุธยาตอนปลาย เรือสำเภาโบราณที่มีเจดีย์เล็ก ๆ บนเรือนั้น ส่วนวิชาความรู้ต่าง ๆ ในสายพระเวทคาถา ท่านเองได้ศึกษามามากจากหลวงปู่หิ่ม (พระอุปัชฌาย์) หลวงพ่อโอภาสี หลวงพ่อแดงวัดทุ่งคอก หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน เป็นต้น และออกฝึกปฏิบัติทางจิตตามแนวทางในพระพุทธศาสนาเพื่อให้รู้ถึงสภาวธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตของตน โดยปฏิบัติธุดงควัตรในสถานที่ต่าง ๆ ท่านเองเป็นตัวอย่างของพระนักศึกษาทั้งทางรูปธรรม และนามธรรมอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งสามารถนำวิชาความรู้ต่าง ๆ มาช่วยเหลือชี้นำแนวทางและพัฒนาจิตใจแก่พุทธศาสนิกชนได้ หลวงพ่อเองเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตาต่อผู้ที่มาหาท่าน รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณวัดบางพระ

หลวงพ่อได้ฝากปริศนาธรรมต่างๆ โดยการปฏิบัติ และสร้างสิ่งต่างๆ ให้เห็นทั้งรูปธรรม - นามธรรม หลายต่อหลายอย่างซึ่งปรากฏแก่ผู้ที่ใกล้ชิดท่าน อันพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งได้ระลึกเสมอว่าสังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาได้ยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความ ไม่ประมาท ตามพระวาจาที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ครั้งสุดท้าย หลวงพ่อมีศีล และจริยวัตรอันงดงาม ในขณะที่ธาตุสี่ ขันธ์ห้ายังประชุมอยู่ ถือได้ว่าเป็นพระแท้ที่หาได้ยากในยุคนี้

ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เวลา ๑๐.๕๕ น. ณ โรงพยาบาลศิริราช หลวงพ่อได้ละสังขารด้วยอายุ ๗๙ ปี ๕๔ พรรษา ยังความอาลัย เศร้าโศก เสียใจแก่ปุถุชนจิต แต่ได้แสดงให้เห็นถึงมรณัสสติแก่ศิษยานุศิษย์ คุณงามความดีที่ท่านได้กระทำไว้ในพระพุทธศาสนามากมาย จะเป็นตำนานแห่งแผ่นดินไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม เป็นเครื่องเตือนสติให้พุทธศาสนิกชนได้รู้จักและปฏิบัติสืบสานกันต่อไป.


แท็คของหน้านี้จ๊ะ : .

หน้านี้เขียนเมื่อ : Saturday, June 13th, 2009 เวลา 5:25 pm
อยู่ในหัวข้อ : เกจิ
ก่อนนี้หน้านึง : ครูบาชุ่ม โพธิโก วัดวังมุย จ.ลำพูน
หน้าถัดไป : หลวงปู่ดีเนาะ วัดมัชฌิมาวาส จ.อุดรธานี
เนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าอ่าน
 

ขอมีส่วนร่วมฝากข้อความ กรอกข้อมูลด้านล่างได้เลยจ๊ะ

 

หน้าหลัก | ผลงานล่าสุด | แกลเลอรี่รูปเหมือนพระเกจิ | พระเครื่อง | ทำบุญเสริมบารมี | ติดต่อทีมงานช่างปั้นบุ๊ง
รับสั่งทำงานปั้นรูปเหมือนทุกชนิด เกจิ อาจารย์ดัง บุคคลสำคัญ ติดต่อทีมช่างปั้นได้ที่ 081-869-1588
Email และ MSN Messenger: clickyut@hotmail.com