
“คนที่จะพ้นตาย ต้องทำตัวเหมือนคนตาย คนกลัวตายต้องตายอีก ผู้ที่จะพ้นจากภพก็ต้องเข้าไปอยู่ในภพ ผู้ที่จะพ้นจากชาติต้องรู้เรื่องของตัว จึงจะเป็นไปได้”
ธรรมโอวาท : ของ “หลวงปู่ลี ธัมมธโร” หรือพระอาจารย์ลี แห่งวัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ พระเกจิอีกรูปหนึ่งแห่งจังหวัดสมุทรปราการ
หลวงปู่ลี มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและเคารพศรัทธาของชาวสมุทรปราการและพุทธศาสนิกชน โดยทั่วไป ด้วยเกียรติคุณของท่านในการปกครอง ปรับปรุงและพัฒนาวัดอโศการาม จนเจริญรุ่งเรืองสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
อัตโนประวัติ หลวงปู่ลี ธัมมธโร มีนามเดิมว่า ชาลี นารีวงศ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม 2449 ที่บ้านหนองสองห้อง ต.ยางโยภาพ อ.ม่วง สามสิบ จ.อุบลราชธานี โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายปาวและนางพ่วย นารีวงศ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 9 คน เป็นชาย 5 คน หญิง 4 คน
ชีวิต ในวัยเด็ก ค่อนข้างจะเลี้ยงยาก งอแง และขี้โรค เมื่อท่านอายุได้ 12 ปี จึงได้เริ่มเรียนหนังสือไทย แต่สิ่งหนึ่งที่อยู่ในความคิดมาโดยตลอด คือ เรื่องบาปบุญและปรารถนาอย่างยิ่งที่จะบวชเป็นพระภิกษุในภายภาคหน้า
กระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2468 จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทสมปรารถนา ในสังกัดมหานิกาย
ต่มา พระลีได้พบและฟังเทศน์จากพระอาจารย์บท ลูกศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เมื่อได้เห็นปฏิปทาและการปฏิบัติกิจสงฆ์ จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา และออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์บท เพื่อไปพบพระอาจารย์มั่น ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดบูรพา จ.อุบล ราชธานี
ท่านได้รับการแนะนำสั่งสอนจากพระอาจารย์มั่น เพียงสั้นๆ ว่า คำว่า “พุทโธ” นี้ คือ ความพิเศษ เป็นดวงแก้วแห่งธรรม อันเป็นอุบายเบื้องต้นในการปฏิบัติกรรมฐาน นอกจากนี้ ท่านยังได้ศึกษาเพิ่มเติมจากพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม และพระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล ที่บ้านท่า วังหิน อีกด้วย
ท่านพาก เพียรปฏิบัติธรรมและวิปัสสนากรรมฐาน จนปี พ.ศ.2471 ท่านจึงได้เข้าญัตติเป็นพระภิกษุ สังกัดคณะธรรมยุต ที่วัดบูรพา โดยมีพระปัญญาพิศาลเถร (หนู) วัดสระปทุม เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์เพ็ง วัดใต้ จ.อุบลราชธานี เป็นพระกรรมวาจาจารย์
เริ่ม แรก พระอาจารย์ลีออกธุดงค์พร้อมด้วยพระอาจารย์มั่น เที่ยววิเวกไปทั่วจังหวัดเชียงใหม่และอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดเจดีย์หลวง
ต่อมา ท่านจึงเดินทางไปโดยลำพังยังสถานที่ต่างๆ รวมทั้งเขมร พม่าและอินเดีย ก่อนเดินทางกลับมาจำพรรษาที่จังหวัดจันทบุรี นาน 14 พรรษา ภายหลังได้มาสร้างวัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทร ปราการ ปี พ.ศ.2498 เริ่มก่อสร้างเสนาสนะต่างๆ และพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นวัดอโศการาม นับเป็นพระสุปฏิปันโน ผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ เป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทั่วหล้า
หลวงปู่ลี ได้ให้ธรรมโอวาทพร่ำสอนญาติโยมอยู่เสมอ ว่า “ถ้าทุกคนมีความคิดเห็นถูกต้อง การปฏิบัตินั้นเป็นเหตุไม่เหลือวิสัย ขณะเรานั่งสมาธิหลับตาภาวนานั้น ก็ให้หลับแต่ตา ส่วนใจเราต้องให้สว่างไสว
“ใจเราจะบรรจุธรรมชั้นสูง ทะลุโลกได้จะต้องมีสมาธิเป็นหลักก่อน แล้วจึงเกิดญาณ ญาณนี้จะได้แต่คนทำสมาธิเท่านั้น ส่วนปัญญาย่อมมีอยู่ทั่วไปแก่คนทั้งหลาย แต่ไม่พ้นจากโลกได้เพราะขาดญาณ ฉะนั้นท่านทั้งหลายควรสนใจ อันเป็นทางพ้นทุกข์ถึงสุขอันไพบูลย์”
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2500 หลวงปู่ลี ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามที่ พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
ในช่วงบั้นปลาย ชีวิต หลวงปู่ลี เริ่มชราภาพและมีอาการอาพาธบ่อยครั้ง ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ ในระหว่างนี้ หลวงปู่ลีได้เขียนหนังสือขึ้นฉบับหนึ่ง ชื่อว่า “คู่มือบรรเทาทุกข์” เพื่อแจกเป็นธรรมทาน โดยมีลูกศิษย์รับจัดพิมพ์ช่วย 2,000 เล่ม
กระทั่ง ปี พ.ศ.2502 หลวงปู่ลี เริ่มอาพาธหนัก จนเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2504 หลวงปู่ลี ได้มรณภาพลงอย่างสงบ สิริอายุ 55 ปี 3 เดือน พรรษา 35.
ที่มา : www.matichon.co.th
|