
๏ อัตโนประวัติ
“หลวงพ่อสัมมา ขนฺติปาโล” เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ กอปรด้วยศีลและธรรม มีศีลาจริยวัตรที่งดงาม เป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป ทั้งพระภิกษุและฆราวาส ได้ดำเนินตามปฏิปทาของพระธุดงค์กัมมัฏฐานสายพระอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยเจริญรอยตามหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ผู้เป็นอาจารย์ นำพาพระภิกษุ สามเณร ศรัทธาญาติโยมปฏิบัติธรรม บำเพ็ญทาน ศีล และภาวนา
หลวงพ่อสัมมา มีนามเดิมว่า สัมมา มนต์ทิพย์ เกิดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2477 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปีจอ ณ บ้านนามน ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายเจียม และนางหลอย มนต์ทิพย์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 5 คน ท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง
๏ ชีวิตปฐมวัย
ชีวิตในวัยเด็กเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาด สุภาพเรียบร้อย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน โอบอ้อมอารี เป็นคนที่มีความเมตตาอารีมาตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้น จึงเป็นที่รักของบิดามารดา ญาติพี่น้อง รวมทั้งเพื่อนฝูงด้วยกัน
๏ การบรรพชา
ในสมัยเด็กๆ ท่านเล่าว่า “สมัยเป็นเด็ก หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้มาพำนักจำพรรษาที่วัดป่าบ้านนามน (วัดป่านาคนิมิตต์) ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ได้ใส่บาตรหลวงปู่มั่น กับตากับยายบ้าง กับพ่อกับแม่บ้าง รวมทั้งได้มีโอกาสไปจังหันหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านนามน”
ท่านมีความผูกพันกับวัดมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก มีอุปนิสัยฝักใฝ่ในทางธรรม หลังจากที่กลับจากโรงเรียน ช่วยการบ้านการเรือนโยมบิดา-โยมมารดาแล้ว ก็ไปช่วยพระเณรที่วัดทำความสะอาด ปัดกวาดลานวัด อุปัฏฐากครูบาอาจารย์พระเถระผู้หลักผู้ใหญ่ รวมทั้งได้เห็นข้อวัตรปฏิบัติปฏิปทาของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จึงเกิดความศรัทธาเลื่อมใสในองค์หลวงปู่มั่น และพระธุดงค์กัมมัฏฐานเป็นอันมาก คิดอยู่ในใจเสมอว่า “เมื่อโตขึ้นเราต้องบวชให้ได้”
เมื่ออายุ 16 ปี ได้ไปบวชเป็นผ้าขาวอยู่กับหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ วัดดอยธรรมเจดีย์ บ้านนาสีนวล ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร บวชเป็นผ้าขาวอยู่ 6 เดือน เพื่อให้ถึงทราบข้อวัตรปฏิบัติและศึกษาศีลธรรม
พอได้ทราบถึงข้อวัตรปฏิบัติ ศีลธรรมพอสมควรแล้ว หลวงปู่กงมาได้นำเข้าไปบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2494 โดยมีพระครูอุดมธรรมคุณ (หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต) เป็นพระอุปัชฌาย์
ภายหลังจากบรรพชาแล้ว กลับมาพักปฏิบัติธรรมจำพรรษากับหลวงปู่กงมา ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ซึ่งในสมัยนั้น มีหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ร่วมพำนักอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ด้วย
๏ การอุปสมบท
ครั้นอายุ 21 ปีบริบูรณ์ ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2498 ณ พัทธสีมาวัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร โดยมีหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นประธานสงฆ์, พระครูอุดมธรรมคุณ (หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูวิบูลธรรมภาณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสมบูรณ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ขนฺติปาโล” แปลว่า “ผู้มีขันติเป็นที่ตั้ง”
เมื่ออุปสมบทแล้ว กลับไปอยู่จำพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เช่นเดิม
๏ การเดินธุดงค์ปฏิบัติธรรม
ท่านได้พำนักปฏิบัติธรรมและอุปัฏฐากหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ครั้นรู้จักหลักธรรมหลักวินัย ข้อวัตรปฏิบัติดีแล้ว ในบางปีช่วงออกพรรษา ท่านได้กราบลาหลวงปู่กงมา ออกเดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมไปตามสถานที่ต่างๆ ตามป่าเขาลำเนาไพร โดยเฉพาะตามเทือกเขาภูพานท่านจะเที่ยวธุดงค์ไปหมด พอช่วงใกล้จะเข้าพรรษาก็กลับมาพักจำพรรษาอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์
สำหรับการออกเดินธุดงค์ของหลวงพ่อสัมมานั้น ท่านจะสลับสับเปลี่ยนกันออกไปกับหลวงพ่อแบน ธนากโร ถ้าหากปีใดหลวงพ่อแบน ท่านลาออกไปธุดงค์แล้ว หลวงพ่อสัมมา ท่านก็จะอยู่อุปัฏฐากหลวงปู่กงมา ถ้าหากหลวงพ่อสัมมา ท่านลาออกไปธุดงค์ หลวงพ่อแบนก็จะอยู่อุปัฏฐากหลวงปู่กงมา หรือในปีใดมีพระมากท่านก็จะไปธุดงค์ด้วยกันกับหลวงพ่อแบน
ในสมัยนั้น ครูบาอาจารย์ที่พำนักจำพรรษาศึกษาข้อวัตรปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่กงมา ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ คือ หลวงพ่อแบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร, หลวงพ่อแสน วัดภูกะโล้น อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร, หลวงพ่ออ้ม สุขกาโม วัดภูผาผึ้ง อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร และหลวงพ่ออว้าน เขมโก วัดป่านาคนิมิตต์ (วัดป่านามน) อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
๏ สร้างวัดป่าดงชน
เดิมนั้น วัดป่าดงชนแห่งนี้เป็นที่มาพำนักภาวนาของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ในปี พ.ศ.2515 คณะศรัทธาญาติโยมจากบ้านดงชน ได้ไปนิมนต์พระจากวัดดอยธรรมเจดีย์ เพื่อมาโปรดญาติโยมชาวบ้านและเป็นที่พึ่งทางด้านจิตใจ หลวงปู่กงมา จึงมอบหมายให้หลวงพ่อสัมมา ลงมาโปรดคณะศรัทธาญาติโยมชาวบ้านดงชน
หลวงพ่อสัมมา ได้มาพำนักจำพรรษาและเริ่มสร้างวัดป่าดงชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 เรื่อยมา รวมทั้ง ได้พัฒนาวัดป่าดงชนจนเป็นวัดที่สมบูรณ์แบบถูกต้องตามกฎหมาย มีศาลา อุโบสถ กุฏิ โรงฉันน้ำร้อน และโรงครัว เป็นต้น
ส่วนข้อวัตรปฏิบัตินั้น ท่านได้วางแนวทางตามแบบฉบับของหลวงปู่กงมา
๏ ลำดับงานปกครองและสมณศักดิ์
หลวงพ่อสัมมา เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รวมทั้งเป็นพระนักพัฒนาด้วย ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั้งพระและฆราวาส เป็นที่นับถือของบุคคลทั้งหลาย เป็นที่พึ่งของศิษยานุศิษย์ ดังนั้น ท่านจึงมีหน้าที่การงานด้านพระศาสนาอยู่หลายหน้าที่ ดังนี้
- วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2526 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
- วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2527 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูต สายที่ 5
- วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2528 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าดงชน
- วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2534 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูขันติธรรมารักษ์” ยังความปลาบปลื้มมาสู่คณะศิษยานุศิษย์ ทั้งพระและฆราวาสเป็นอย่างยิ่ง
๏ การปฏิบัติศาสนกิจและพระธรรมเทศนา
หลวงพ่อสัมมา ท่านได้อบรมสั่งสอนคณะศิษยานุศิษย์และศรัทธาญาติโยม ให้รู้จักธรรมะคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนให้รู้จักศีลธรรม โดยใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนา เพราะในสมัยก่อนนั้น ชาวบ้านในแถบภาคอีสานส่วนใหญ่จะนับถือผี เซ่นไหว้ศาลเจ้าปู่ตา นับถือผีนาผีไร่ ถ้าหากว่าเจ็บไข้ได้ป่วยลง ก็จะพากันล้มวัว ล้มควาย ฆ่าเป็ดไก่สุกร เพื่อเลี้ยงเจ้าที่ ไปบนบานศาลกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง ไม่ให้มารบกวนบังเบียด พากันไปดูเจ้าเข้าทรง ไหว้จอมปลวก ไหว้ต้นไม้ใหญ่ ไหว้ภูผาป่าเขาไปก็มี
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้วเป็นเรื่องที่ผิด ถือว่าการที่คนป่วยคนเดียวเจ็บไข้แล้วยังไม่พออีก ยังไปเบียดเบียนสัตว์ต่างๆ ให้พลอยรับกรรมตามไปด้วย ไปฆ่าเขา เราก็ผิดถ้าหากชีวิตเรา เขามาฆ่าเราล่ะ เราจะดีใจไหมล่ะ ลองพิจารณาดูให้ดี คนเรานั้นจะดีจะชั่วก็อยู่ที่ตัวเราทำ ไม่เกี่ยวกับผี ไม่เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศอะไรเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว
หลวงพ่อสัมมา ท่านได้นำหลักธรรมต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา สอนให้ชาวบ้านเลิกนับถือผี ให้หันมานับถือพระรัตนตรัยแทน มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น ครั้นพอชาวบ้านเจ็บป่วยลง ท่านก็สอนให้สวดมนต์ภาวนา อุทิศส่วนกุศลแผ่ไปให้เจ้ากรรมนายเวรของเขา ไม่ให้ไปไหว้เจ้าเข้าผีเหมือนเดิม สอนให้บริกรรมภาวนา “พุทโธ” เป็นอารมณ์อย่างเดียว
ส่วนในวันพระนั้นหลวงพ่อสัมมา ท่านก็จะให้ชาวบ้านลงมารักษาศีลภาวนาอยู่ที่วัด พอถึงเวลาเย็น ท่านก็จะเป็นผู้นำหมู่คณะพระภิกษุสามเณร ญาติโยมที่ลงมาจำศีลไหว้พระสวดมนต์ จากนั้นท่านก็จะแสดงเทศนาธรรมอบรมสั่งสอนด้านจิตตภาวนา ไปจนกว่าจะถึงเวลาพอสมควรจึงเลิกกัน พอถึงเวลาตี 4 ก็ตื่นขึ้นมาสวดมนต์ทำวัตรเช้า ครั้นแล้วท่านก็เทศนาธรรมอบรมไปจนกว่าจะถึงเวลาพอสมควร จึงเลิกทำกิจวัตรข้อวัตรต่างๆ
ในช่วงเข้าพรรษา วันไหนเป็นวันพระ หลังจากที่ทำวัตรสวดมนต์เสร็จแล้ว ท่านก็จะเทศน์อบรมพระภิกษุสามเณร รวมทั้งญาติโยมที่มาจำศีล และนำพานั่งสมาธิภาวนาไปจนกว่าจะถึงเวลาตี 4 ต่อจากนั้น ก็สวดมนต์ทำวัตรเช้า ครั้นพอได้อรุณแล้ว ท่านจะพาพระเณรทำกิจวัตรประจำวัน กวาดทำความสะอาดลานวัด
เวลา 06.00 น. ออกบิณฑบาตโปรดศรัทธาญาติโยมภายในหมู่บ้าน
เวลา 08.00 น. ฉันภัตตาหารเช้า
พอหลังจากฉันเสร็จ ท่านก็จะกลับกุฏิ ภาวนาเดินจงกรม พักผ่อนไปจนกว่าจะถึงเวลา 13.00 น. ท่านจึงออกจากกุฏิ ถ้าหากวันไหนมีญาติโยมพระเณรมากราบนมัสการท่าน ท่านก็จะออกมาให้การต้อนรับแขกเหล่านั้น ถ้าหากไม่มีใครมา ท่านก็จะทำความเพียรต่อไป
เวลา 15.00 น. ทำความสะอาดกวาดลานวัด
เวลา 18.00 น. สรงน้ำ พอสรงน้ำเสร็จ ท่านก็จะฉันน้ำร้อนและน้ำปานะ ตลอดจน ศิษย์จะถวายการนวดให้ท่าน
เวลา 19.00 น. ทำวัตรสวดมนต์ อบรมภาวนา ส่วนกิจวัตรส่วนตัวของท่านนั้น เวลา 03.00 น. ท่านจะตื่นขึ้นมาทำความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ไปจนกว่าจะถึงเวลาได้อรุณ แล้วท่านก็จะออกมาทำกิจวัตรส่วนรวม นอกจากนั้นกิจวัตรอื่นก็เหมือนกันกับที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น
๏ การมรณภาพ
หลวงพ่อสัมมา ขนฺติปาโล ได้มรณภาพลงอย่างสงบ เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2537 เวลา 01.25 น. ณ วัดป่าดงชน สิริอายุรวมได้ 59 ปี 5 เดือน 19 วัน พรรษา 39 การจากไปของท่านสร้างความเศร้าสลดอาลัยมาสู่คณะสงฆ์ ลูกศิษย์ลูกหา และพุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใสศรัทธาเป็นยิ่งนัก
ท่านได้รับพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2537 หลังจากเสร็จงานพระราชทานเพลิงศพเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อแบน ธนากโร (เพื่อนสหธรรมิกของหลวงพ่อสัมมา) แห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ได้เมตตาเป็นประธานในการสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์เพื่อบรรจุอัฐบริขารและอัฐิ ธาตุให้แก่หลวงพ่อสัมมา ขนฺติปาโล จนแล้วเสร็จและเปิดให้พุทธศาสนิกชนได้มากราบไหว้สักการบูชารำลึกถึงองค์ท่าน ทั้งนี้ หลวงพ่อแบน ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์ฯ ด้วย
ที่มา : http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=11954
|