
“ ความรัก ความชัง เป็นปฏิปักษ์ธรรม” คำกล่าวปรารภของ “หลวงปู่จูม พันธุโล” หรือท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ แห่งวัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี พระวิปัสสนาจารย์สายอีสาน ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากสาธุชนเป็นอย่างมาก
อัตโนประวัติ พระธรรมเจดีย์ มีนามเดิมว่า จูม จันทรวงศ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี 24 เมษายน 2431 ชาติภูมิอยู่บ้านท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายคำสิงห์ และนางเขียว จันทรวงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนาทำไร่
เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดศรีเทพประดิษฐาราม อ.เมือง จ.นครพนม จนจบหลักสูตรประถมศึกษาบริบูรณ์
ต่อมา เมื่ออายุได้ 12 ปี บิดามารดาประสงค์จะให้ลูกชายได้บวชเรียน จึงได้จัดการให้ ด.ช.จูม ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1442 โดยมีพระครูขันธ์ ขันติโก วัดโพนแก้ว อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เป็นพระอุปัชฌาย์
เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้ว ท่านได้อยู่จำพรรษา ณ วัดโพนแก้ว ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม อักษรขอม อักษรธรรม และภาษาไทย
มีความสนใจในการศึกษา สามารถเขียนอ่านได้อย่างคล่องแคล่ว มีสติปัญญาเฉียบแหลม จนเป็นที่รักใคร่ของครูบาอาจารย์ นอกจากนี้ ท่านยังได้ฝึกหัดเทศน์มหาชาติ (เวสสันดรชาดก) เป็นทำนองภาคอีสาน ปรากฏว่า เป็นที่นิยมชมชอบของบรรดาญาติโยม
ต่อมาในปี พ.ศ.2445 สามเณรจูมได้ย้ายไปอยู่วัดอินทร์แปลง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย แต่ท่านก็อยู่จำพรรษาที่วัดอินทร์แปลงได้เพียงปีเดียว
พ.ศ.2446 พระอาจารย์จันทร์ เขมิโย ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของสามเณรจูม มีความสนใจการปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นพิเศษ พระอาจารย์จันทร์ได้ปรารภจะเดินทางไปกราบขออุบายธรรมจากพระอาจารย์ใหญ่ฝ่าย กัมมัฏฐาน คือ พระอาจารย์เสาร์ กันสีตโล และพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ดังนั้น สามเณรจูมและหมู่คณะ จึงได้ติดตามพระอาจารย์จันทร์ มุ่งสู่จังหวัดอุบลราชธานี
คณะพระอาจารย์จันทร์และลูกศิษย์ ได้เข้ากราบนมัสการพระอาจารย์เสาร์ และพระอาจารย์มั่น ณ สำนักวัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และได้ฝากถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาข้อวัตรปฏิบัติ
ตลอดเวลา 3 ปี สามเณรจูมได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระอาจารย์ใหญ่เป็นอย่างดี จนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องวัตรปฏิบัติ ทำให้สามเณรจูมประพฤติดีปฏิบัติชอบ สร้างสมบารมีเรื่อยมา จนได้เป็นพระมหาเถระผู้มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นปูชนียบุคคลของชาวอีสานใน กาลต่อมา
พ.ศ.2449 พระอาจารย์จันทร์ได้กราบลาพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง พาคณะพระภิกษุและสามเณร กลับจังหวัดนครพนมอันเป็นถิ่นมาตุภูมิ
เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2450 ณ พัทธสีมาวัดมหาชัย อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี โดยมีพระครูแสง ธัมมธโร วัดมหาชัย เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสีมา สีลสัมปันโน วัดจันทราราม อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์จันทร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
หลังอุปสมบท พระภิกษุจูมได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกนักธรรมและบาลี ณ สำนักวัดเทพศิรินทราวาส เป็นเวลาหลายพรรษา สามารถสอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี-โท ต่อมา สอบไล่ได้เปรียญธรรม 3 ประโยค
ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดเทพศิรินทราวาส เป็นเวลานานถึง 15 ปี เมื่อได้รับพระบัญชาจากคณะสงฆ์ จึงอำลาวัดเทพศิรินทราวาส เดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2466 เป็นต้นมา
เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ท่านได้เร่งพัฒนาวัดโพธิสมภรณ์ให้เจริญรุ่งเรือง ทั้งทางด้านศาสนาสถาน ศาสนศึกษา ศาสนบุคคลและศาสนธรรม
ด้านการปกครอง ท่านเป็นผู้นำปกครองพระภิกษุสามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ด้วยหลักพรหมวิหารธรรม เป็นพระเถระที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย
ส่วนทางด้านการศึกษา พระเดชพระคุณเอาใจใส่และให้การสนับสนุนด้วยดีตลอดมา ท่านได้ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกนักธรรมและแผนกบาลี และท่านเป็นครูสอนปริยัติด้วยตนเอง
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2473 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชเวที พ.ศ.2478 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพกวี
พ.ศ.2488 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่พระธรรมเจดีย์
พระธรรมเจดีย์ เริ่มอาพาธมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 จนถึงเดือนมีนาคม 2505 คณะแพทย์โรงพยาบาลศิริราชได้รักษาอย่างสุดความสามารถ
จนกระทั่งวันที่ 11 กรกฎาคม 2505 พระธรรมเจดีย์ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริรวมอายุ 74 ปี พรรษา 55.
ที่มา : www.matichon.co.th
|