พระพุทธเจ้า ท่านพุทธทาส หลวงพ่อคง หลวงพ่อเจริญ
  ร่วมบูชารูปเหมือนหุ่นขี้ผึ้ง
บูชารูปเหมือนหุ่นขี้ผึ้งขนาดเท่าองค์จริง
• หลวงปู่สี ฉฺนทสิริ วัดเขาถ้ำบุนนาค
• หลวงพ่อแพ เขมังกโร วัดพิกุลทอง
• สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต วัดระฆัง
• หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ ปัตตานี
• พระพม่า
   
บูชารูปเหมือนหุ่นขี้ผึ้งขนาด 12 นิ้ว
   
บูชารูปเหมือนหุ่นขี้ผึ้งขนาด 9 นิ้ว
• ท่านพุทธทาสภิกขุ สวนโมกขพลาราม
• หลวงปู่มั่น วัดป่าสุทธาวาส
• หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน
• หลวงปู่่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
• ครูบาศรีวิชัย วัดบ้านปาง
   
บูชารูปเหมือนหุ่นขี้ผึ้งขนาด 5 นิ้ว
• เทส โพส พระ 5 นิ้ว
   
รับสั่งปั้นพระเกจิ และรูปเหมือนบุคคลทั่วไป ติดต่อ 081-869-1588 (ช่างบุ๊ง)
  เกจิ
• หลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย สมุทรสงคราม
• ประวัติ หลวงปู่ท่อน ญาณธโร วัดศรีอภัยวัน จ.เลย
• หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ วัดศรีอุทุมพร จ.นครสวรรค์
• ประวัติ หลวงปู่นาม วัดน้อยชมภู่ พระเกจิดังเมืองสุพรรณ
• หลวงพ่อแดง สุนทโร วัดศรีมหาโพธิ์ ปัตตานี
• ประวัติ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
• หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี
• ประวัติ หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดคลองมะดัน จ.สุพรรณบุรี
• ประวัติ หลวงปู่สุภา กันตสีโล วัดสีลสุภาราม
• ประวัติ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล
• ประวัติ หลวงปู่เทวิน จันทปัญโญ วัดร่องดู่ทองธรรมชาติ จ.เชียงราย
• หลวงพ่อคล้อย ฐานธัมโม วัดถ้ำเขาเงิน จ.ชุมพร
• ประวัติ หลวงปู่ซามา อาจุตฺโต วัดป่าอัมพวัน จ.เลย
• ประวัติ หลวงปู่แช่ม ฐานุสฺสโก วัดดอนยายหอม จังหวัดนครปฐม
• หลวงปู่แฟ้บ สุภัทโท วัดป่าดงหวาย
• ประวัติ หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ วัดธาตุมหาชัย
• หลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร วัดป่าวังเลิง จ.มหาสารคาม
• หลวงปู่คีย์ กิติญาโณ วัดศรีลำยอง จ.สุรินทร์
• ประวัิติ หลวงปู่ครูบาสิงโต วัดอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
• ประวัติ หลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร วัดป่านาสีดา จ.อุดรธานี
• พระเทพวรมุนี พระนักพัฒนานครพนม
• ประวัติ หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน
• ประวัติ พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรสี วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา
• ประวัติ พระครูอุทิตศุภการ (หลวงพ่อสุบิน สันติกโร) วัดอมฤตวารี (หนองน้ำคัน) จ.อุทัยธานี
• ประวัติ หลวงปู่หยอด ชินวังโส วัดแก้วเจริญ จ.สมุทรสงคราม
• ประวัติ หลวงพ่อเพ็ชร วัฑฒโณ (จบ) วัดศรีเวียง
• หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร วัดโฆสิตาราม(บ้านแค) จ.ชัยนาท
• ประวัติ หลวงพ่อขัน อินทปัญโญ วัดนกกระจาบ พระนครศรีอยุธยา
• หลวงพ่อคง สุวัณฺโณ วัดวังสรรพรส จันทบุรี
• ประวัติ หลวงปู่บุญมา สิริมาโย วัดบ้านหนองเรือ จ.มหาสารคาม
พระกรุ
พระเกจิ
หลวงปู่ทวด
พระโบราณ
จตุคามรามเทพ
พระใหม่
เครื่องราง
พระเนื้อไม้
พระเนื้อดิน
พระเนื้อผง
พระบูชา
รูปเหมือน
การเสริมสร้างบารมีให้ตัวเอง การเสริมสร้างบารมีให้ตัวเอง เกิดจากการตั้งจิตใจ ที่เป็นกุศลสำหรับการเสริมตนเอ
ทำบุญ 9 วัดในกรุงเทพมหานคร ไหว้พระ 9 วัดในกรุงเทพมหานคร เป็นคำเรียกการตระเวนไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัด
 
   •  บทสวดมนต์
   •  พระคาถา
   •  หลักธรรมทางพุทธสาสนา
   •  พุทธประวัติ
   •  ศาสนาพิธี
   •  วันสำคัญในพระพุทธศาสนา
   •  วัดสำคัญในประเทศไทย
   •  พระพุทธรูปต่าง ๆ
 
ประวัติ พระอาจารย์ไพบูลย์ สุมงฺคโล วัดอนาลโยทิพยาราม จ.พะเยา

พระราชสังวรญาณ (พระอาจารย์ ไพบูลย์ สุมงฺคโล)

สถิต ณ วัดอนาลโยทิพยาราม อ.เมือง จ.พะเยา

นามเดิม
ไพบูลย์ สิทธิ
ฉายา
สุมงฺคโล
เกิด
๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ตรงกับวันศุกร์ แรมแปดค่ำ เดือนแปด ปีจอ
อุปสมบท
วันเสาร์แรมแปดค่ำ เดือนแปด ตรงกับวันที่ ๒๕ เดือนกรกฏาคม พ.ศ.๒๕๐๗ ณ วัดป่าสำราญนิวาส ตำบลเกา

ประวัติหลวงพ่อพระอาจารย์ไพบูลย์ สุมงฺคโล
ท่านพระราชสังวรญาณ หรือที่รู้จักกันทั่วไปมากกว่าในนามของ ท่านพระอาจารย์ไพบูลย์ สุมงฺคโล และต่อไปในประวัติจะใช้ชื่อนี้เป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดรัตนวนาราม ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยาะ และรักษาการ เจ้าอาวาสวัดอนาลโย ต.ต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา ด้วย

ท่านเป็นพระที่มีปฏิปทาเป็นพระกัมมัฏฐานในสาย ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริภัตตมหาเถระ เป็นที่เคารพเลื่อมใสของประชาชนไม่เฉพาะแต่ในเขตจังหวัดพะเยา อันเป็นเขตจังหวัดที่มีวัดทั้งสองของท่านตั้งอยู่ แม้ในเขตจังหวัดภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ ประชาชนก็มีความเคารพเลื่อมใสในองค์ท่านเป็นอย่างมากเฉกเช่นเดียวกันต่างพา กันไปนมัสการ ร่วมทำบุญ ทำทานการกุศลกับท่านอย่างล้นหลาม ปรากฏถาวรวัตถุพุทธสถานมั่นคงเป็นพุทธบูชา เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง และแก่พระศาสนา มีมูลค่านับร้อยๆ ล้านบาท

ชีวิตเมื่อเยาว์วัย
ท่านพระอาจารย์ไพบูลย์ สุมงฺคโล มีชาติกำเนิดเกิดในสกุล “สิทธิ” เกิด ณ วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๗๗ ตรงกับวันศุกร์ แรมแปดค่ำ เดือนแปด ปีจอ ที่บ้านหมู่ที่ ๓ เลขที่ ๕๓ ตำบลเกาะคา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง

โยมบิดาของท่านชื่อ กองแก้ว โยมมารดาชื่อ คำ มีฐานะเป็นผู้มีอันจะกิน นอกจากนั้นโยมบิดายังมีอาชีพเป็นแพทย์แผนโบราณด้วย จึงเป็นที่รักใคร่นับถือของชาวบ้านในละแวกนั้น ใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะวิ่งมาหาพ่อหมอกองแก้วให้ช่วยให้ยา รักษาปัดเป่าให้ ความรักใคร่นับถือที่ชาวบ้านมีต่อพ่อหมอเพียงไร ความรักใคร่เอ็นดูที่ชาวบ้านก็มีเจือจานต่อไปถึงบุตรชายคนเล็กของพ่อหมอ เพียงนั้น

ท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง และเป็นชาย ผู้มีฐานะสืบสกุลจึงออกจะเป็นที่สุดสวาทขาดใจของบิดามารดา จะกินจะนอนก็ได้รับการประคบประหงม ฟูมฟักประหนึ่งไข่ในหิน ท่านเล่าว่าท่านนอนกับบิดามารดา สามคนพ่อแม่ลูกมาแต่เล็กจนโต กระทั่งถึงเวลาจะต้องแยกไปโรงเรียนประจำที่เชียงใหม่ไปอยู่คนละเมืองห่างอก พ่อแม่ จึงแยกจากท่านทั้งสองได้

แต่เมื่อคราใดที่กลับจากโรงเรียนประจำมาเยี่ยมบ้านเวลาโรงเรียนปิดภาค ท่านก็กลับมานอนกับบิดามารดาใหม่ ในฐานะโรงเรียนปิดภาค ท่านก็กลับมานอนกับบิดามารดาใหม่ ในฐานะหนึ่ง ท่านก็ดูเป็น “ลูกรัก” เป็นที่น่าอิจฉาของพี่ๆ แต่ในอีกฐานะท่านก็ดูเป็น “ลูกแหง่” เป็นที่ล้อเลียนของเพื่อนฝูงเหมือนกัน อันที่จริง สาเหตุที่ทำให้บิดามารดาต้องดูแลประคบประหงมท่านมาก มิใช่เป็นเพราะท่านเป็นลูกคนสุดท้อง และเป็นลูกชาย เป็นลูกรักแต่ประการเดียว หากมีเหตุผลสำคัญอื่นอีก และเมื่อพิจารณากันจริงๆ น่าจะเชื่อว่านิสัยบารมีทางศาสนาได้ส่อเค้าแสดงแววให้เห็นมาแต่ท่านเป็นเด็ก อยู่แล้ว

มองเห็นแสงสว่างตลอดเวลา….สว่างมาก
เหตุผลอันสำคัญนั้นก็คือท่านไม่ทราบว่าตนเองเป็นอะไร มองเห็นทุกอย่างสว่างโร่ไปหมด แม้กลางคืนอากาศมืดสนิทแล้ว ดึกดื่นเที่ยงคืนอย่างไร ก็เห็นแสงสว่างจ้าอยู่อย่างนั้น สว่างจนท่านร้องไห้ด้วยความกลัว ไม่ทราบจะแก้ไขกันอย่างไร กลางคืนก็เลยเปิดไฟนอน…ไหนๆ ก็ปรากฏแสงสว่างจ้าอยู่แล้วก็ให้ว่างเพราะแสงไฟฟ้า จะได้ไม่รู้สึกน่ากลัว! พ่อแม่ก็เลยให้ลูกน้อยมานอนด้วย เพื่อให้เกิดความอบอุ่นใจ ตัวท่านทั้งสองยอมทนความรำคาญ นอนเปิดไฟมาโดยตลอด

เมื่อเรียนถามว่า สภาวการณ์เช่นนี้เริ่มต้นมาเมื่อไร ที่เห็นแสงสว่างตลอดนั้น ท่านบอกว่า เป็นมาตั้งแต่จำความได้ คงจะอายุ ๒-๓ ขวบ หรือน้อยกว่านั้น เริ่มจะรู้สึกเห็นแสงสว่างนั้นจะตั้งต้นจากการมองหน้าต่าง หรือรอยแตกของฝาไม้ เห็นแสงสว่างผ่านเข้ามาเป็นวง หรือเป็นลำแสงก็ตาม มองนิ่งต่อไป เพียงอืดใจเดียว ก็เห็นแสงสว่างวาบไปหมดทั้งห้องในภายหลังเมื่อท่านบวชแล้ว และเรื่องราวบารมีธรรมของท่านเป็นที่โจษขานกันทั่วไป ในเรื่องการรู้เห็นติดต่อกับสิ่งลึกลับที่มิใช่มนุษย์ หากอยู่ต่างภาพต่างภูมิกับเรา ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่พิจารณาพระน้อยผู้นี้ และวิเคราะห์กันว่า ท่านคงเป็นผู้หนึ่งซึ่งในอดีตคงจะบำเพ็ญบารมีทาง อาโลกกสิณ หรือกสิณทางแสงสว่างมามากเหลือคณะนับ สร้างสมอบรมบ่มนิสัยวาสนามานานหนักหนา แม้ในชาติปัจจุบัน เพียงอายุ ๒-๓ ยังบังเกิดเค้าร่องรอยติดตามมาให้ปรากฏอาโลกกสิณนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายทราบกันดีว่า เป็นเครื่องอำนวยผลในทาง ทิพยจักษุ โดยตรง

อย่างไรก็ดี ในเวลานั้นไม่มีใครทราบเรื่อง ไม่มีผู้รู้ท่านใดจะอธิบายให้ครอบครัวพ่อหมอกองแก้วเข้าใจ ท่านทั้งสองจึงได้แต่ห่วงกังวลลูกชายน้อย ให้นอนด้วยเพื่อจะได้ดูแลอย่างใกล้ชิดเวลาสะดุ้งผวาก็จะได้ปลอบโยนให้ความ อบอุ่น ท่านเกรงอยู่ลึกๆ ในใจ ว่าสติจะไม่ดี อะไรกันอ้างว่าเห็นแต่แสงสว่าง …! กลางวันก็เป็น ถ้าปิดประตู ปิดหน้าต่างๆ มีแสงสว่างปรากฏตามช่องลมหรือรอยแตก ก็จะร้องว่า อีกแล้ว ..ห้องสว่างไปหมด! กลางคืนยิ่งแล้วใหญ่…! พูดง่ายๆ กลายเป็นเด็กกลัวความมืดไป…!
มิใช่กลัวความมืด ที่มันมืดสนิทไม่เห็นอะไรแต่กลัวเพราะความมืด…ไม่มี…! ความมืด กลายเป็นความสว่างไปหมด!
ท่านว่า…..สว่างยิ่งกว่าจุดตะเกียงเจ้าพายุหลายดวงพร้อมกัน

ครั้นถึงวัยที่ควรได้รับการศึกษา เพื่อนบ้านที่มีฐานะมักจะส่งลูกไปโรงเรียนถึงตัวจังหวัดลำปาง หรือถ้าไกลกว่านั้นส่งไปที่เชียงใหม่เลย บิดามารดาของท่านเป็นห่วงลูกชายยังเล็กอยู่มากจึงให้ไปเรียนที่โรงเรียนใกล้ บ้าน จังหวัดลำปาง โดยเฉพาะอำเภอเกาะคาที่มีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมน้ำตาล โด่งดังไปทั่วประเทศน้ำตาลเป็นรายได้หลักของอำเภอ โรงงานน้ำตาลได้รับประโยชน์จากสินค้าที่ผลิตได้เป็นมูลค่ามหาศาล จึงอำนวยประโยชน์ตอบแทนให้แก่ท้องถิ่น ช่วยเป็นหลักด้านบริจาคต่างๆ รวมทั้งได้จัดตั้งโรงเรียนน้ำตาลอนุเคราะห์ ให้เยาวชนได้มีการศึกษาเล่าเรียนด้วย

ท่านอาจารย์ศึกษาขั้นต้นที่ โรงเรียนน้ำตาลอนุเคราะห์ นี้ ท่านเป็นเด็กหน้าตาคมคาย ช่างคิด ช่างเล่น ช่างเจรจา เป็นผู้ที่บิดามารดาถนอมกล่อมเกลี้ยงรักและตามใจ จึงติดนิสัยออกจะเป็นผู้นำมาแต่เล็ก น้ำเล่น นำเที่ยว นำออกความคิดแปลกๆ มาชวนเพื่อนเล่น ประกอบทั้งบิดาก็เป็นหมอที่ชาวบ้านรัก และความรักนั้นก็เจือจานมาถึงลูกรักของพ่อหมอด้วย เล่นชนอะไรกันหนักนิดเบาหน่อย เพื่อนบ้านก็มักจะสั่งให้บุตรหลานของตนยอมตามลูกชายของพ่อหมออยู่เสมอ ท่านว่า แม้จะได้รับการตามใจยกย่องอยู่ในที่เช่นนั้น น่าที่ท่านจะกลายเป็นเด็กก้าวร้าว อวดดี หรือเสียเด็กไปเลย โดยไปข่มเหงรังแกเพื่อน แต่การณ์กลับปรากฏว่า ท่านพอใจเพียงแค่การได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้า ผู้นำหมู่เพื่อนเท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ เป็น “หัวโจก” ของหมู่ว่างั้นเถอะ เพียงแต่ว่า หัวโจก ผู้นั้น จะพาเพื่อนเล่นซนตามประสาเด็กในวัยคะนองเท่านั้น….!

เห็นจานบิน….กับตา
วันหนึ่ง ท่านชวนเพื่อนออกไปวิ่งเล่นกันแถวบริเวณสนามบิน ซึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว ด้านหนึ่งก็รกร้างอยู่มีหญ้าสูง มีซอกมุม มีซากเครื่องบินทิ้งรกร้างอยู่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่นซ่อนหาของหมู่เด็กๆ ท่านวิ่งแยกจากคณะหลบไปทางหนึ่ง ใจคิดว่าตนช่างฉลาดแท้ หาซอกมุมที่ซ่อนได้ลับตาเพื่อนอย่างแสนวิเศษ หลบอยู่สักครู่ สายตาเด็กชายสอดส่ายมองไปโดยรอบตามประสาเด็ก…รอบตัวราวกับมีฝาผนังมาห้อม ล้อมเป็นที่กำบังไว้ จึงค่อนข้างมืด เห็นแต่แสงสว่างบนศรีษะลอดผ่านลงมา ท่านมองตรงแสงแสวงสว่างบนศรีษะลอดผ่านลงมา ท่านมองตรงแสงสว่างนั้นไม่นานก็ประหลานใจที่เห็นวัตถุอย่างหนึ่ง ลักษณะกลมแบนใหญ่โตมาก ลอยนิ่งอยู่บนฟ้า
ดูไปสักครู่ก็เห็น “สิ่ง” นั้นเคลื่อนไกล้เข้ามาเอ๊ะ..นี่มันลอยตรงมารหาเรานี่!เป็นความคิดที่สว่าง วาบขึ้นในใจท่านกระพริบตาถี่ จะว่าฝันไป ลืมตาใหม่ก็เห็นชัดอย่างนั้นแถมอาการเลื่อนตัวก็เพิ่มความเร็วขึ้นมาก วัตถุลักษณะกลม แบนนั้น มีแสงสว่างรอบตัวของมัน ยิ่งใกล้เข้ามา ก็ยิ่งสว่างจ้าขึ้นเพียงนั้น

ท่านลืมนึก เรื่องการที่จะต้องซ่อนตัวตามเกมการเล่นกับเพื่อน คิดอยู่อย่างเดียวว่า ต้องหนี… เผื่อมันตรงลงมาทับเรา จับเราเราจะทำอย่างไร?

ท่านกระโจนผึงออกจากที่ซ่อน วิ่งตื๋อไปตามสนามบิน และเมื่อเงยหน้ามองบนฟ้าก็ตกใจ เพราะวัตถุสิ่งนั้นก็ลอยตามท่านมา ท่านวิ่งไปอีกทางหนึ่งวัตถุนั้นก็เคลื่อนลอยตามไปอีก

คราวนี้ท่านนึกได้ถึงพวกเพื่อน ก็ตะโกนเรียกเพื่อนลั่น วิ่งล้มลุกคลุกคลานไป โดยมีวัตถุใหญ่ลักษระราวยานอาวกาศลอยตามอยู่สุดท้าย ท่านล้มลงนอนหงาย เพื่อสนิทตามมาถึง เห็นเพื่อนร้องเอะอะก็ซักถาม ท่านจึงชี้ระล่ำระลักให้เพื่อนดู ทุกคนตกใจที่เห็นภาพดังนั้น ช่วนโห่ไล่ ทั้งกลัว ทั้งตกใจ น่าแปลกที่ว่าภาพวัตถุลักษณะดั่งยานอาวกาศที่ลอยไล่ตามท่านมานั้น สุดท้ายก็หายไป…!
อาจจะเป็น จานบิน อาจจะเป็น ยานอาวกาศของมนุษย์ต่างแดน ไม่มีใครทราบได้ แต่ระยะเวลานั้น ในโลกนี้ประเทศมหาอำนาจต่างๆ ยังไม่มีการคิดค้นเรื่องยานอาวกาศกันเลย แม้แต่ข่าวเรื่อง “จานบิน” ก็ยังไม่มีวี่แววปรากฏ เด็กๆ ไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่พี่น้องฟัง ด้วยเกรงจะถูกดุที่ไปชนไกลบ้านจนถึงแถวสนามบิน เฉพาะตัว “หัวโจก” เจ้าความคิดนั้นปิดปากสนิท จนภายหลังความแพร่งพรายขึ้น ท่านจึงต้องสารภาพให้บิดามารดาฟัง ซึ่งต่างก็ฟังด้วยความอกสั่นขวัญแขวนหาก “อ้ายนั้น” มันลอยทับลงมา ..ลูกก็คงแหลกไหม้เป็นจุณวิจุณ หรือหาก “อ้ายนั้น” มันพาลูกไป…โอย…ไม่อยากจะคิด…!
เรื่องนี้ เมื่อพวกศิษย์ทราบเค้าเรื่อง ได้เรียนถามท่าน เพราะฟังดูประหนึ่งท่านจะเป็นผู้พบ “จานบิน” เป็นคนแรกในเมืองไทยท่านจึงเล่าให้ฟัง แล้วสรุปเล่นๆ ว่า

“น่าคิดเหมือนกันนะ มันมารับอย่างนั้น ถ้าตามไปด้วยจะเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ…!

การเรียน
หลังจากนั้น บิดามารดาของท่านก็ส่งท่านไปอยู่ประจำในโรงเรียนกินนอนที่เชียงใหม่ คือ โรงเรียนปรินซ์รอแยล สาเหตุคงทั้งเพื่อให้เป็นไปตามสมัยนิยม ที่ควรจะให้บุตรหลานได้รับการศึกษาที่จังหวัดใหญ่ อันเป็นคล้ายเมืองหลวงของภาคพายัพ และทั้งคงจะเป็นการพรากให้บุตร ได้ห่างไกลจากสิ่งแวดล้อมดั้งเดิมบ้าง เพื่อนเก่าดูออกจะตามใจลูกท่านมากเหลือเกิน ไม่ว่าจะแนะจะชวนทำอะไร ก็เฮโลเชื่อฟังทำตาม พบเพื่อนชุดใหม่ลูกคงจะต้องปรับตัวใหม่

ท่านเรียนอยู่ในโรงเรียนปรินซ์รอแยล จังหวัดเชียงใหม่จนจบชั้นมัธยมปีที่ ๖ ระยะนั้นระบบการศึกษาของเมืองไทยเป็นระบบหลักสูตรเรียกว่า ๔-๖-๒ คือชั้นประถมศึกษา ๔ ปี ชั้นมัธยมศึกษา ๖ ปี และเตรียมอุดมศึกษา ๒ ปี ถ้าเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๖ แล้วก็คือว่าจบบริบูรณ์ จะไปทำงานการก็ได้ แต่ถ้าประสงค์จะเรียนมหาวิทยาลัย ต้องต่อเตรียมอุดมศึกษาอีก ๒ ปี หากจะเรียนวิชาชีพ ก็ต่อพาณิชยการหรือช่างกลไปตามความต้องการ

เพื่อนๆ ชวนเรียนเตรียมอุดมต่อ แต่ท่านไม่คิดว่าตนจะเอาดีทางการศึกษาในมหาวิทยาลัย ระหว่างการเรียนที่ผ่านมาซึ่งควรจะต้องมุมุ่งเรื่องการเล่าเรียน ในใจยังมีส่วนหนึ่งที่รู้สึกลึกๆ ถึงประสบการณ์ในวัยเด็กให้ติดตามและศึกษาต่อไป
การที่มองเห็นแสงสว่างตอนเป็นเด็ก สว่างแม้แต่ในเวลากลางคืนสว่างตลอดวันตลอดคืน จนต้องร้องไห้กลัวนั้น ในภายหลังเมื่อเจริญวัยขึ้น ก็เริ่มรู้จักวิธีช่วยตัวเอง มันเป็นไปเอง เหมือนคนกลัวสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนถึงที่สุด หลบก็ไม่ได้ หนีก็ไม่ได้ ก็จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันทั้งกลัวๆ เช่นนั้น สุดท้ายความกลัวก็เปลี่ยนเป็นความเคยชิน และกลายเป็นความมักคุ้นกันในที่สุด

เติบโตขึ้น ท่านก็รู้จักคิดหาเหตุผล ลองลำดับความคิดย้อนไป อะไรคือต้นเหตุที่ทำให้เกิดโอภาสแสงสว่างเช่นนั้น ก่อนมันจะเกิด ก่อนมันจะเป็น เป็นเพราะอะไร มีอะไรก่อนหน้านั้น ท่านก็คิดได้ว่า เพราะตามองแสงสว่างที่ลอดมาตามประตู หรือช่องลมหรือร้อยไม้แตก มองเพลินสักประเดี๋ยว แสงสั้นก็จะกลับสว่างไปหมด จับจุดต้นเหตุได้ ท่านก็พยายามไม่มองตัวต้นเหตุนั้นพยายามไม่มองนิ่งนานไป เพราะชักจะทราบว่าเป็นจุดอ่อนของท่าน ส่วนเวลากลางคืนก็เกิดแสงสว่างจ้า ก็เพราะถ้าจิตไปนึกถึงดวงกลมแสงสว่างตอนกลางวัน จิตประหวัดถึงเมื่อใดจะเป็นวูบเดียว ก็จะสว่างขึ้นทั้งห้องเหมือนกัน….
จิตก็อย่าไปนึกถึงซี่…!

ตาไม่พยายามมองจุดที่ทำให้เกิดแสงโอภาส จิตไม่พยายามนึกถึงดวงแสงโอภาส
ท่านเริ่มรู้จักผ่อนคลายความรู้สึก ให้จิตรู้สึกสบายๆ ไม่จรดจ่อกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากเกินไป ไม่ให้เป็นแสงสว่างจ้ามาก ให้สว่างนุ่มนวล พอสบาย…ท่านรู้ว่ามันมีบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ มีบางอย่างที่ยังไม่กระจ่าง มีอะไรที่สามารถจะใช้ประโยชน์ได้

จากสภาวการณ์ที่ท่านประสบตลอดเวลานี้ ทราบจะทำอย่างไร วิธีใด จึงจะสามารถให้อยู่ในบังคับของจิตได้ กำหนดได้ สั่งมันได้มันเหมือนรำไรๆ อยู่ เหมือนเส้นผมบังภูเขา บางทีก็เหมือน “รู้” เหตุการณ์อย่างอย่างจะเกิดขึ้น บางทีเหมือนจะอ่านใจคนถูก ได้ยินเขาพูด แต่เขาไม่ได้พูด บางทีเหมือนจะ “เห็น” อะไรซึ่งอยู่ห่างไกลคนละบ้าน คนละเมืองเหมือนรู้ “รู้” เหมือน “เห็น” เหมือน “ได้ยิน”แต่ก็เพียงรำไร เท่านั้น…!

มันน่าลองค้นคว้าศึกษาดูจริงๆ ว่า สิ่งที่รำไรๆ นั้นคืออะไรกันแน่…! แล้วชีวิตละ..คืออะไร? คนเราทำไมต้องเกิดมา…? เกิดมาแล้วทำไมต้องตาย…? ก่อนตายทำไมต้องเจ็บ ต้องแก่…? ตายแล้วจะไปไหน…? จะมาเกิดใหม่ไหม…?

ทารกที่ร้องอุแว้..อุแว้ เกิดใหม่ มาตามพ่อหมอบิดาท่านไปผูกมือสู่ขวัญให้บ่อยๆ นั้น มาจากไหน? มาจากชิวิตที่ตายจากไปหรืออย่างไร…?

ปัญหาเหล่านี้ล้วนน่าขบคิด น่าคำนึงหาคำตอบ

ถ้าเรียนมหาวิทยาลัยไป จะได้คำตอบถึงสิ่งเหล่านี้หรือ? สิ่งซึ่งดูง่ายเป็นหญ้าปากคอก เพราะอยู่ใกล้ตัว จำเจอยู่กับตัวเราทุกเมื่อเชื่อวัน แต่เมื่อคิดไปจริงๆ สิ่งที่ดูง่ายนั้น แท้จริงยากจะหาคำตอบได้

ถ้าเรียนต่อ เตรียมไปเข้ามหาวิทยาลัย…จะมีวิชาอะไรที่สอนให้สูงพอจะให้คำตอบต่อข้อ สงสัยของเราได้ วิชาความร้อน แสง เสียง ตามตำรามันไม่เหมือนที่เราประสบมา เลขคณิตล่ะ…? สองบวกสอง จะต้องเท่ากับสี่ จะเท่ากับอื่นไม่ได้หรือ ถ้าจิตจะให้มันเกินไปกว่านี้ล่ะ…? ทำไมคนเราจึงเกิดมาไม่เท่ากัน บ้างเป็นเศรษฐีมั่งมีศรีสุข บ้างเป็นคนทุกข์ยากอนาถาเข็ญใจ บ้างเป็นคนดี บ้างเป็นคนเลว บางคนสวยงาม บางคนขี้เหร่ขี้ร้าย บางคนเมตตา บางคนโหดร้าย บางคนพูดจาไพเราะ บางคนพูดโฮกฮากเหมือนสำราก ใครได้ยินก็อยากเดินหนี บางคนแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้ แต่บางคนเจ็บไข้ได้ป่วยเกือบตลอดชีวิต

อะไรทำให้เขาเป็นอย่างนั้น…?

ถ้าเลือกได้ ทุกคนย่อมอยากเป็นเศรษฐี เป็นคนดี สวยงาม มีจิตเมตตา พูดจาไพเราะอ่อนหวาน แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้…คงไม่มีใครปรารถนาในสิ่งตรงกันข้ามกับความดีงาม

แต่ทำไมเขาต้องเป็นไปอย่างนั้น ต้องทุกข์ยาก อนาถาเข็ญใจ เป็นคนเลว รูปร่างขี้เหร่ขี้ร้าย จิตใจโหดร้าย พูดจากระโชกโฮกฮาก ป่วยเจ็บ ออดแอดตลอดเวลา…
ทำไมต้องเป็น…?
อะไรทำให้เป็น…?
จะเป็นสิ่งที่ดีงาม หรือสิ่งที่เลวร้าย ล้วนแต่ต้องเป็น …!
อะไรพามาให้มี พาให้เป็น…?

เพื่อนชวนกันลงมากรุงเทพฯ มากวดวิชา สมัครสอบเข้า เรียนชั้นเตรียมอุดมศึกษา ท่านมองดูความกระตือรือร้นตื่นเต้นของเพื่อนๆ อย่างเฉยชา บางคนฐานะทางบ้านไม่อำนวย หรือสมอง สติปัญญาไม่ให้ ก็แยกย้ายกันกลับไปทำงานหาทางทำมาหาเลี้ยงชีวิตตามแนวทางที่ตนชอบ ส่วนท่านนั้นฐานะทางบ้านก็ไม่ขัดข้อง สติปัญญาก็ค่อนข้างดีด้วยซ้ำ แต่เมื่อส่วนลึกในใจต้องการแสวงหาความจริง ที่การศึกษาในมหาวิทยาลัยจะไม่อาจให้คำตอบ ท่านจึงไม่ยอมตามหมู่เพื่อนลงมากรุงเทพฯ

บุญ…มีจริงหรือ?
ท่านไม่ทราบความจริงว่า สภาพแวดล้อมในบ้านได้หล่อหลอมจิตใจให้โน้มน้าวมาทางร่มเงาศาสนาตลอดเวลาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางบุญทางการกุศล หรือการที่ทำให้ต้องคำนึงถึงเรื่องชีวิตอันเวียนวน เกือบจะกล่าวได้ว่า นับตั้งแต่เกิด…ลืมตาขึ้นมาในโลก เป็นบุตรของพ่อหมอกองแก้วและคุณแม่คำ ท่านก็ได้ประสบพบเห็นแต่สิ่งที่ชักจูงใจให้ใฝ่แต่การบุญ……สิ่งที่ชวนให้ พิจารณาทุกข์ของสัตว์โลกตลอดมา

เรื่องของการบุญทานการกุศลนั้น ท่านเล่าว่า ที่บ้านของบิดามารดาใส่บาตรเป็นประจำทุกวัน เมื่อท่านยังเล็ก มารดาก็จะอุ้มใส่บาตรด้วย พอโตขึ้นหน่อยก็จะให้ยืนอยู่ข้างๆ คอยใส่ข้าวหรือหย่อนขนมลงในบาตรพระ ทุกวันพระ บิดามารดาก็จะพาไปวัดด้วย สอนให้ลูกรู้จักทำบุญแต่เล็กแต่น้อย ท่านเล่าว่า ใส่บาตรเป็นประจำทุกวัน และไปวัดในวันธรรมสวนะทุกครั้ง ไม่เคยขาดเว้นแต่เจ็บป่วยเท่านั้น ท่านสังเกตว่าของที่ใส่บาตรของมารดาของท่านจะต้องจัดอย่างประณีต เลือกเฟ้นแต่ของที่ดีที่สุดในบ้านมาใส่บาตรก่อน ที่เหลือจึงจะให้สามีและลูกๆ ต่อไป ไม่ว่าเป็นอาหารคาวหวาน หรือส้มสูกลูกไม้ใดๆ ที่ปรุงหรือซื้อหามา แม้ของที่ญาติหรือเพื่อนให้มาก็จะต้อง “เก็บไว้ใส่บาตร เก็บถวายพระ” หากมีจำนวนมากพอดอก จึงจะเหลือให้ทางบ้านได้ลิ้มรส

ท่านยังเป็นเด็ก ยังไม่รู้จัการทำบุญสุนทานอย่างถ่องแท้ พ่อแม่เพียงพาทำ ก็ไม่เคยเห็นประโยชน์ประจักษ์ใจ มองดูการกระทำของมารดาอย่างรำคาญนิดๆ อิจฉาหน่อยๆ

…..รำคาญ ที่ทำไมในบ้านจึงได้กุลีกุจอแต่การทำบุญ จะไปเที่ยววิ่งเล่น แม่ก็เรียกให้ถือของไปวัดเสียแล้ว! ข้าวของอาหารอย่างดีเลือกสรรไปถวายพระหมด น่าที่บิดาจะห้ามปราม หรือมีทีท่าไม่พอใจ แต่ท่านก็กลับเออออเห็นด้วย บางครั้งช่วยเลือกให้เสียด้วยซ้ำ

…..อิจฉา นั้น ก็น่าคิดอยู่บ้าง เพราะของดีๆ อย่างนั้น น่าที่ให้ลูกได้กินได้ชิมบ้าง กลับไปทำบุญหมด ถวายพระนั้นลูกก็ไม่ว่าแต่ถวายหมด ถวายแต่ของดีๆ ความจริง… พ่อแม่นั่นแหละควรจะแบ่งไว้กินเองบ้าง

คิดอยู่ในใจไม่น่าน ปากก็อดเปรยออกมาไม่ได้สองสามครั้ง มารดาก็จะห้ามทุกครั้ง อย่าคิดอย่างนั้นนะลูก บาป…อิจฉาพระ…! หลายครั้งเข้า มารดาก็จะอธิบายต่อ …บุญมีซีลูก ถ้าไม่มี พ่อแม่จะทำไปทำไม

ที่จริง ท่านก็มิได้จะตั้งใจค้าน เพราะจิตใจท่านเองก็พอใจการทำบุญอยู่มาก แต่ที่พูดไปนั้น ปรารถนาจะให้บิดามารดาได้กินอาหารดีๆ บ้างเท่านั้น วั้นนี้ก็คิดจะยอมแพ้แล้ว แต่วิสัยเด็กก็อยากจะใช้คารมอวดเก่งกับผู้ใหญ่บ้าง จึงแกล้งบ่น

“บุญ …มีเป็นอย่างไรไม่เห็นนี่ครับ ตัวบุญเป็นอย่างไรจับได้ ถูกต้องได้ไหมครับ”
คิดว่าคงจะถูกมารดาเงื้อมือซัดสักผาง ซึ่งท่านตั้งใจจะกระโดดหนี แล้วพ่อแม่ลูกก็จะหัวเราะกันที่ลูกยั่วแม่สำเร็จ

คราวนี้ผิดคาด ท่านทั้งสองสบตากัน อาจจะเป็นเพราะเห็นว่า ลูกชายมีวัยเติบโตพอจะรู้ความควรไม่ควรแล้ว ท่านจึงเล่าความให้ลูกน้อยฟัง บิดาท่านเองเป็นผู้เล่า

ท่านเริ่มต้นว่า
“ดีแล้วที่ลูกพูดขึ้นมาเช่นนี้ ถามว่า บุญที่ว่ามี…มีนั้นเป็นอย่างไร ตัวบุญเป็นอย่างไร จับต้องได้ไหม ถูกต้องได้ไหม ตัวบุญ…นั้นแน่นอน จับไม่ได้ ถูกต้องไม่ได้ แต่ลูกลองฟังเรื่องนี้ดู….

มีเงินปรากฏขึ้นมาเอง … ทุกวัน
ระหว่างนั้นบ้านเรายังไม่มีฐานะพอมีพอกินเช่นอย่างเดี๋ยวนี้ ถึงจะมีความรู้ทางหมออยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ได้เปิดร้านยา อาชีพหลักคือทำไร่ ทำสวน แต่ก็พยายามใส่บาตรทำบุญเป็นประจำ ฐานะแม้จะไม่ดี ก็พยายามหาของใส่บาตรทุกวัน ส้มหน่วยกล้วยใบก็ใส่บาตรไปตามมี…มิได้ขาด วันหนึ่งมันเข้าตาจนจริงๆ เงินไม่เหลือติดบ้านเลยสักสตางค์ ที่บางครั้งเคยมีคนมาขอซื้อยาบ้าง วันนั้นก็เงียบหาย รุ่งขึ้นเป็นวันพระตั้งใจจะทำบุญที่วัดไม่มีเงินเลยจะทำอย่างไร ทุกครั้งว่าลำบากๆ ยังพอหยิบฉวยกล้วยอ้อยในสวนไปวัดได้บ้าง วันนี้อับจนไปหมด เคยทำบุญ เคยไปวัดก็ไม่ได้ไป มันคับแค้นแน่นใจจริงๆ บ่นปรึกษากันจนตีหนึ่ง ตีสอง สองคนสามีภรรยา รำพันว่าเกิดมาชาติหนึ่ง ทำไมจนเหลือเกิน อดีตเราคงไม่เคยทำบุญทำทานหรือทำก็เล็กน้อย ไม่สม่ำเสมอ ไม่เคยสงเคราะห์คนอื่น ชีวิตชาตินี้จึงได้ลำบากยากเข็ยนัก น้ำตาคลอร้องไห้กันด้วยความคับแค้นใจ…เทวดาฟ้าดินไม่เห็นใจเราบ้างเลย เราอยากจะไปวัด ก็จะไม่ได้ไป!

รุ่งสว่าง บิดาก็คิดว่า ไปไร่อ้อยดีกว่า คิดเอาเสื้อมาใส่ จะถีบจักรยานไปสวน พอหยิบเอาเสื้อจากที่แขวนข้างฝา กระเป๋าเสื้อก็ดังกรุ๋งกริ๋งๆ ท่านก็ประหลาดใจว่าเสียงอะไร เหมือนเสียงโลหะกระทบกัน ขยับเสื้อ เสียงดังกรุ๋งกริ๋งก็ยังคงอยู่

บิดาเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ได้เงินมา 2 แถบ! …สมัยนั้นทางภาคเหนือยังใช้เงินแถบอยู่ ที่ลำปางก็เช่นเดียวกันท่านพลิกเงินแถบไปมาอยู่ในมือ เอ…มันเหมือนเงินแถบใช่หรือเปล่านี่ รูปร่างก็เงินแถบจริงๆ เคาะ…ดีดก็ดังเหมือนโลหะเงิน เอ…เป็นเงินจริงหรือเงินปลอมกันนี่….เสียงก็คล้ายเงินจริงๆ

ว่าแต่ว่า…ใครเอาเงินมาให้นะ แม่คำก็ไม่ใช่ บ่นอยู่ด้วยกันจนดึกดื่น คนอื่นจะเอามาก็ไม่มีทาง เสื้อตัวนี้แขวนอยู่ตั้งแต่เย็นตอนจะหาเงินไปซื้อของมาทำบุญแทบจะพลิกระเป๋า ตลบกลับออกดูไม่มีวี่แวว…ไม่มีเวลย เราปิดประตูบ้านแต่หัวค่ำ เสื้อก็แขวนอยู่นั้นใครจะเอาเงินมาใส่ในกระเป๋าเสื้อได้…!

สุดท้ายท่านก็นำเงินไปซื้อของ ใจไม่ค่อยดี เวลาเขาห่อของให้แล้ว ท่านจะส่งเงินให้เขาเป็นการชำระค่าของ เกรงเขาจะคืนมา…แต่เอ…เขาก็รับเงินดิบดี ขายของให้เป็นปกติ

บิดาจึงได้เงิน 2 แถบที่มาปรากฏในกระเป๋าเสื้ออย่างแปลกประหลาดนี้ เอาไปซื้ออาหารไปวัดได้

ได้งเงินวันละ ๒ แถบ ทุกเช้าหยิบเสื้อมา จะมีเงินมาปรากฏขึ้นวันละ ๒ แถบ ให้ได้นำไปจับจ่ายซื้อข้าวของไปใส่บาตร ไปวัด ท่านปิดปากเงียบ รู้อยู่คนเดียว ยังไม่กล้าเล่าให้ภรรยาฟัง เกรงจะว่าเพ้อหรือฝันไป

ได้เป็นเดือนเลยทุกวัน ในที่สุดเย็นวันหนึ่งก็อดใจเก็บความลับอยู่ต่อไปไม่ไหว ก็เล่าให้คู่ชีวิตฟัง ในชนบลนั้น ตกเวลาเย็นกลับจากไร่จากสวนก็จะกลับบ้านมาคุยกัน มีอะไรก็เล่าสู่กันฟัง เย็นวันนั้นท่านก็เลาเรื่องเงินแถบแปลกประหลาดที่มาอยู่ในกระเป๋าเสื้อทุก เช้านี้ให้ฟัง เธอไม่ได้นำมาใส่ให้ไม่ใช่หรือ? สุดท้ายถามซ้ำ

ภรรยายืนยันว่า ไม่เคยนำมาใส่เลย ไม่ทราบด้วยซ้ำ ยังคิดเหมือนกันว่า หมู่นี้มีเงินทำบุญอย่างไม่ขาดแคลน คิดว่าคงจะขายอ้อยได้เงิน หรือก็มีคนไช้ให้เงินเป็นพิเศษ

ไม่ใช่หรอก เงินแปลก มาอยู่ในกระเป๋าเสื้อทุกวัน ไม่ทราบมาได้อย่างไร?

มารดาท่านเป็นหญิงชนบท คงเคยได้ฟังนิทานเล่าต่อๆ กันมา เรื่องพระสังข์ทองที่ออกจากหอยสังข์ ไปเอาอาหารผลไม้มาให้ตายายที่อาศัยอยู่ด้วยทุกวัน แม่ก็เลยว่า เอ…พระสังข์ทองหอยสังข์คงจะไปขโมยมาให้กระมัง

พอว่า ขโมย รุ่งขึค้นก็หายไปเลย ล้วงในกระเป๋าเสื้อก็ไม่มี จากวันที่มารดาพูดล้อเล่นว่า คงจะไปขโมยมา จากวันนั้นก็ไม่มีอีกเลย

บิดาเล่าแล้ว มารดาซึ่งนั่งอยู่ด้วยฟังบิดาเล่าความเก่าให้ลูกฟัง ก็เสริมว่า…แม่เองปากไม่ดี พูดไม่เป็นมงคล เงินก็เลยไม่มีมาอีก แล้วทั้งบิดามารดาก็สรุปให้บุตรชาย ซึ่งนั่งฟังนัยน์ตาแป๋วว่า นี่แหละลูก บุญมีไหม! จะจับไม่ได้ จะถูกต้องไม่ได้ก็ตาม แต่หลังจากนั้น พ่อแม่ก็ยิ่งมีใจเชื่อมั่น มีศรัทธา พยายามทำบุญมิได้ขาด มีน้อยทำน้อย มีมากทำมาก ฐานะบ้านเราก็ค่อยกระเตื้องขึ้น สบายขึ้น พอมีเงินมีทองใช้ไม่ขาดมือ มีฐานะอย่างที่ลูกเห็นอยู่นี้

ท่านอาจารย์เล่าว่า ท่านก้มกราบแทบเท้าบิดามารดาด้วยความรักและเคารถอย่างสูง ต่อมาในภายหลัง เมื่อได้บวชเรียนท่องบ่นสวดมงคลกถา ตอนทีว่า “สุภาสิตา จ ยาวาจา เอตมฺ มงฺคงมุตตมฺ… วาจาใดอันชนกกล่าวแล้วด้วยดี ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด” คราใด ท่านจะระลึกถึงพระคุณของโยมบิดามารดาอย่างซาบซึ้งครานั้นทุกครั้งไป

ในวาระนั้น เมื่อเล่าเรื่องเงินแถบซึ่งเกิดจากผลบุญกุศลแล้วท่านทั้งสองก็ถือโอกาสอบรม บุตรน้อยต่อไป ให้รู้จักพูดจาแต่คำอันเป็นมงคล…เป็นมงคลแก่ผู้พูด…เป็นมงคลแต่ผู้ฟัง …ให้พูดแต่คำไพเราะอ่อนหวาน ซึ่งจะเป็นที่เจริญหู เจริญใจ ทั้งแก่ผู้พูดและผู้ฟัง

ให้พูดแต่ความดีของผู้อื่น อย่าพยายามพูดถึงความเลวของเขา คนเราย่อมมีทั้งดี ทั้งเลว เราต้องรู้สึกเลือกหยิบแต่ของดี เราก็จะได้แต่ของดี มีแต่ความดีในตัว มีความดีแวดล้อมห้อมล้อมตัวเราตลอดไป

ไม่แต่การพูด สำหรับการคิดการกระทำก็เช่นเดียวกัน ต้องคิดดี ทำดี ท่านอบรมบุตรว่าคนทั่วไปมักจะย้ำแต่ให้ทำดี แต่ท่านว่าการคิดนั้นสำคัญยิ่งกว่า เพราะเป็นรากฐานของการกระทำ ถ้าคิดดี แล้วจะทำเลวไม่ได้ ต้องทำแต่สิ่งที่ดีเสมอ

คิดแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่งาม สิ่งที่เป็นมงคล ก็จะกระทำแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่งาม สิ่งที่เป็นมงคล คิดแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่งาม สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นมงคลรอบตัวเรา ห้อมล้อมตัวเราก็จะมีแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่งาม สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นมงคล

พ่อแม่อยากให้ลูกประสบแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่งาม สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นมงคลตลอดชีวิตของลูก จึงเฝ้าเตือนอบรมพร่ำสอนเพือให้สิ่งเหล่านี้ฝังลึกลงไปในจิตใจลูก เป็นสมบัติของลูกที่จะติดตามลูกไป พระท่านว่า คุณงามความดีตลอดจนบุญกุศลนี้จะตามเราไปทุกภพทุกชาติ

แต่ส่วนควาจริงในเรื่องการเจ็บ การตาย ชวนให้พิจารณาทุกข์ของสัตว์โลกเล่า…?

ได้ธรรมะ เกิด…แก่…เจ็บ…ตาย

ดังได้กล่าวแล้วว่า บิดาของท่านมีอาชีพเป็นแพทย์แผนโบราณ ใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็มาตามพ่อหมอไปช่วยตรวจ ช่วยดูแลให้ ที่บ้านพ่อหมอมียาประจำบ้านสารพัดที่ผู้ป่วยต้องการ ถ้าเป็นโรคธรรมดาประเภทปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ พ่อหมอเคยรักษาแนะนำอยู่ ยานั้นๆ เคยกิน เคยใช้อยู่ ครั้นเจ็บไข้มีอาการดังเดิมก็มาขอซื้อยาเหล่านั้นไปกิน ไปทา ไปใช้ พ่อหมอว่างคนไข้ ปิดร้านก็ตามไปบ้าน ไปช่วยดูแลแนะนำให้อีก…

คุ้นเคย เมตตาต่อกันเหมือนญาติพี่น้อง

คนเจ็บบางคนมาแต่ต่างตำบล ให้รักษาแล้วไม่มีที่จะไปออกจากขออาศัยบ้านพ่อหมออยู่รักษาตัว ท่านก็ไม่ขัดข้อง ว่าเขาทุกข์ยากมา ก็ต้องอาศัยเอื้อเฟื้อเจือจานกัน บางคนไม่ทันออกปากขออาศัย บิดาของท่านก็เป็นฝ่ายเอื้อเฟื้อบอกให้เอง

บ้านของท่านมิใช่เศรษฐีร่ำรวยเงินทอง เพียงพอมีอันจะกิน หรือเรียกให้ถูกก็คือ พอใช้สอยไปวันหนึ่งๆ ไม่ขาดแคลนแต่ใจก็ยังเมตตาเอื้อเฟื้อคนไข คนไหนมีเงิน ก็ได้ค่ายา ค่ารักษา แต่ถ้าจนยาก นอกจากจะไม่ได้ค่ายา ค่ารักษาแล้ว แถมบางครั้งบ้านพ่อหมอยังต้องเปิดให้คนไข้มากินอยู่ด้วย มาให้พ่อหมอและภรรยาช่วยรักษาพยาบาลให้

อาหารการกินนั้น เรากินอยู่อย่างไร เขาก็กินอย่างนั้น ไม่รังเกียจว่า เขามาอาศัย ต้องกินอาหารหยาบกว่าเลวกว่า เราเป็นเจ้าของบ้าน ต้องกินอาหารประณีตกว่า ดีกว่า แต่ท่านให้คนไข้กินด้วยกัน แบ่งกันตามีการได้ ยกเว้นที่ว่า หากคนไขต้องการอาหารอ่อน อาหารพิเศษ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก เช่นนั้น ก็ต้องจัดการให้ ซึ่งต้องใช้เวลาจัดอย่างประณีตพิเศษกว่าเจ้าของบ้านเสียอีก

ตั้งแต่เด็ก ท่านอาจารย์ก็เคยชินต่อการเห็นคนเจ็บไข้ได้ป่วยตลอดมา บางครั้งบิดามารดาเป็นห่วงใยอาการไข้ของคนเจ็บที่คุ้นเคย นำความาปรารภกันที่บ้าน…แม้แต่ในห้องนอน ท่านซึ่งเป็นลูกเล็ก นอนกับบิดามารดาตลอด ก็พลอยได้รับรู้ความทุกข์กังวลของผู้ใหญ่ด้วย

น่าสงสารเขานัก เจ็บครั้งนี้ไม่รอด คงตาย…!

ได้ยินบิดามารดารำพึงกัน ท่านก็พลอยทุกข์กังวลไปด้วย

เจ็บ ก็น่ากลัวอยู่แล้ว ท่านจำได้ คนเจ็บจะหน้าตาจะซูบเซียว ตาลึก ลอย โกรธง่าย ฉิวง่าย มีอารมณ์ แม้บางคนมาอาศัยกินอยู่ฟรี รักษาพยาบาลฟรี เมื่อความเจ็บป่วยรวดร้าวมีมากเกินทนทานได้ ก็ร้องโอดโอยอย่งไม่อับอายใคร บางเวลายังโกรธดุดันด่าว่าหมออย่างหยาบคายก็มี พอค่อยยังชั่ว รู้สึกตัวจะขอโทษขอโพย ไปให้ถือสา…ทั้งน่าสงสาร น่าอนาถ และน่ากลัว.

แหล่งข้อมูล : http://www.phuttha.com


แท็คของหน้านี้จ๊ะ : , , .

หน้านี้เขียนเมื่อ : Tuesday, July 28th, 2009 เวลา 10:45 am
อยู่ในหัวข้อ : เกจิ
ก่อนนี้หน้านึง : ประวัติ หลวงปู่แช่ม ฐานุสฺสโก วัดดอนยายหอม จังหวัดนครปฐม
หน้าถัดไป : พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร
เนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าอ่าน
 

ขอมีส่วนร่วมฝากข้อความ กรอกข้อมูลด้านล่างได้เลยจ๊ะ

 

หน้าหลัก | ผลงานล่าสุด | แกลเลอรี่รูปเหมือนพระเกจิ | พระเครื่อง | ทำบุญเสริมบารมี | ติดต่อทีมงานช่างปั้นบุ๊ง
รับสั่งทำงานปั้นรูปเหมือนทุกชนิด เกจิ อาจารย์ดัง บุคคลสำคัญ ติดต่อทีมช่างปั้นได้ที่ 081-869-1588
Email และ MSN Messenger: clickyut@hotmail.com