
๏ อัตโนประวัติ
“พระครูญาณวิศิษฎ์” หรือ “หลวงพ่อเฟื่อง โชติโก” เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ตรงกับเดือน ๖ แรม ๖ ค่ำ ปีเถาะ ณ บ้านน้ำอู่ ต.เกวียนหัก อ.ขลุง จ.จันทบุรี
๏ การอุปสมบท
พ.ศ. ๒๔๗๘ อายุ ๒๐ ปี ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดโบสถ์ ต.บางกระจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี ได้รับฉายาว่า “โชติโก” แปลว่า “ผู้มีธรรมอันเจริญรุ่งเรือง”
๏ การออกปฏิบัติเดินธุดงค์
พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงพ่อเฟื่องพบหลวงพ่อลี ธมมฺธโร ติดตามเดินธุดงค์จากป่าช้าคลองกุ้ง อ.เมือง จ.จันทบุรี ไปทางเขาวงกต ต่อเข้าเขตปากน้ำประแสร์ จ.ระยอง
พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงพ่อเฟื่องกับพระอาจารย์เจี๊ยะ จุนฺโท กราบลาหลวงพ่อลี ขึ้นไปเชียงใหม่ กราบนมัสการพระอาจาย์มั่น ภูริทัตโต ที่อำเภอพร้าว ๑ พรรษาแล้วออกธุดงค์
พรรษาที่ ๕ อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ธุดงค์ไปถ้ำเชียงดาวกับพระอาจารย์สิม พุทธาจาโร อยู่กับหลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร และไปองค์เดียวที่หมู่บ้านชาวเขาเผ่ามูเซอดำ
หลวงพ่อเฟื่องท่านเป็นพระที่สมถะมักน้อย สันโดษ ไม่ยึดติดในสมณศักดิ์และลาภยศ รักการเดินธุดงค์เป็นชีวิตจิตใจ
๏ สอนกรรมฐานที่วัดป่าคลองกุ้ง
พรรษาที่ ๘ หลวงพ่อลีจดหมายเรียกตัวกลับวัดป่าคลองกุ้ง ต.ตลาด อ.เมือง จ.จันทบุรี
พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงพ่อลีเดินทางไปจำพรรษาที่ประเทศอินเดีย ให้ท่านรักษาการแทน และอบรมพระเณร สอนกรรมฐานที่วัดป่าคลองกุ้ง หลวงพ่อลีกลับมาสอนภาวนาตามแนวอานาปานสติ แทนพุทโธ หลวงพ่อเฟื่องปฏิบัติและสอนตามแนวอานาปานสติตลอดมา
๏ ลำดับงานปกครองและสมณศักดิ์
เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงพ่อลีได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะ พระสุทธิธรรมรังสี คัมภีรเมธาจารย์ หลวงพ่อเฟื่องเป็นพระครูปลัดฐานานุกรมของหลวงพ่อลี
เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๔ หลวงพ่อลี ได้มรณภาพลง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดมกุฏกษัตริยาราม รักษาการแทน
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูญาณวิศิษฏ์ ในฐานานุกรมของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) และจำพรรษาที่วัดมกุฏกษัตริยาราม สอนกรรมฐานให้สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) และพระเณรในวัด
๏ สร้างวัดธรรมสถิต
พ.ศ. ๒๕๑๒ แม่ชี, นายสมบูรณ์ เรืองฤทธิ์ และร.ท.ทับ รอดอนันต์ ติดต่อกับสมเด็จฯ ขอถวายที่ดินเพื่อก่อตั้งวัดใน ต.สำนักทอง อ.เมือง จ.ระยอง สมเด็จฯ ตั้งชื่อว่า “วัดธรรมสถิต”
พ.ศ. ๒๕๑๓ หลวงพ่อเฟื่องจำพรรษาที่วัดธรรมสถิตเป็นปีแรก
พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดธรรมสถิต ต.สำนักทอง อ.เมือง จ.ระยอง
พ.ศ. ๒๕๑๘ พระเทพโมลี (พระธรรมธัชมุนี) เจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นิมนต์ท่านให้พำนักจำพรรษา ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม เพื่ออบรมกรรมฐานให้กับพระนวกะ แต่ท่านก็ยังทำหน้าที่พำนักจำพรรษา ณ วัดธรรมสถิต แล้วสัตตาหะไป-มา ระหว่างวัดธรรมสถิตกับวัดมกุฏกษัตริยาราม
ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นเอกที่ พระครูญาณวิศิษฏ์
ตามประวัติของหลวงพ่อเฟื่อง สมัยที่พำนักอยู่กับหลวงปู่มั่น ท่านเคยเล่าให้ฟังไว้ว่า
เย็นวันหนึ่ง ท่านขึ้นกุฏิท่านหลวงปู่มั่น ปรากฏว่าองค์อื่นไม่ได้ขึ้นไป ท่านหลวงปู่มั่นก็เทศน์เรื่องพระบรมสารีริกธาตุอย่างละเอียดว่า “พระธาตุที่มีลักษณะนั้นๆ มาจากส่วนนั้นๆ ของพระวรกาย” ท่านเองก็ไม่ได้จดจำไว้เพราะตอนนั้นท่านไม่ค่อยสนใจในเรื่องนี้
ก่อนที่ท่านจะไปหาหลวงปู่มั่น มีโยมคนหนึ่งนำพระบรมสารีริกธาตุมาถวายท่าน ท่านก็เก็บไว้ในที่พัก แสดงความเคารพเป็นธรรมดาไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษ ตลอดเวลาที่ท่านฟังเทศน์ของหลวงปู่มั่น ท่านก็ได้แต่นึกว่า “ทำไมหลวงปู่มั่นทราบว่าเรามีพระธาตุ”
ต่อมาเมื่อท่านมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพระบรมธาตุ เช่น การสร้างพระเจดีย์ที่วัดอโศการาม และที่วัดธรรมสถิต ท่านก็นึกเสียดายที่ไม่ได้จดจำคำสอนของท่านหลวงปู่มั่นไว้ จำได้แต่ว่า “พระธาตุส่วนที่มีลักษณะใสนั้นมาจากส่วนสมอง”
จากหนังสือหยดน้ำบนใบบัว หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เคยเทศน์ตอนหนึ่งถึงท่านพ่อลีและท่านพ่อเฟื่อง ว่า “ในคราวที่ท่านพ่อลีแสดงให้ท่านพ่อเฟื่องดูว่า ท่านทำให้เด็กลอยได้ เด็กชื่อมนูญ ท่านเรียกมาสั่งให้นั่งขัดตหมาด และบอก เอ้าลอย… เด็กก็ลอยขึ้นต่อหน้าต่อตาท่านพ่อเฟื่องจริงๆ ท่านพ่อเฟื่องจึงนำมาเล่าถวายหลวงตาฟัง”
๏ การมรณภาพ
นอกจากนี้ หลวงพ่อเฟื่องยังพาลูกศิษย์ลูกหาเดินทางไปแสวงบุญยังต่างประเทศ อาทิเช่น ประเทศอินเดีย ศรีลังกา ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ จีน และฮ่องกง กระทั่งวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้เดินทางไปประเทศฮ่องกงครั้งที่ ๕ ตามที่ลูกศิษย์นิมนต์ไป จนกระทั่งวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ท่านได้มรณภาพลงอย่างสงบด้วยอาการโรคหัวใจวาย ณ ห้องพักสำนักกรรมฐานรังสี ประเทศฮ่องกง สิริรวมอายุ ๗๑ พรรษา ๔๙
ในระหว่างวันที่ ๑๓-๑๔ พฤษภาคม ของทุกปี ทางคณะกรรมการวัดธรรมสถิต ร่วมกับศิษยานุศิษย์ ได้ร่วมกันจัดงานทำบุญวันคล้ายมรณภาพพระครูญาณวิศิษฎ์ (หลวงพ่อเฟื่อง โชติโก) ขึ้น เพื่อเป็นการเชิดชูความเป็นพระสงฆ์ที่มีจริยวัตรที่งดงาม ที่ท่านได้อบรมกรรมฐานให้กับบรรดาลูกศิษย์มากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งงานก่อสร้างที่ท่านได้สร้างพระเจดีย์ให้กับวัดธรรมสถิต คือ พระเจดีย์ศรีธรรมสถิต, สร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก หน้าตักกว้าง ๖ เมตร, พญานาคกว้าง ๘ เมตร, ใต้ฐานพระทำเป็นพระอุโบสถ
ในการสร้าง “พระเจดีย์ศรีธรรมสถิต” นั้น หลวงพ่อเฟื่องได้นำพาพระเณร และฆราวาสที่สมัครใจเสียสละไม่นอน ช่วยกันสร้างพระเจดีย์ด้วยมือทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งแล้วเสร็จ ซึ่งคณะศิษย์ผู้ที่สมัครใจร่วมลงแรงสร้าง มีทั้งชาวบ้าน ข้าราชการ เศรษฐี เวียนกันเข้ามาตามโอกาส
๏ พระธรรมเทศนา
• เขาภาวนาเพื่อให้ละ ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้เอา
• ก่อนที่จะพูดอะไร ให้ถามตัวเองว่า ที่จะพูดนี้จำเป็นหรือเปล่า ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าพูด นี่เป็นขั้นต้นของการอบรมใจ เพราะถ้าเราควบคุมปากตัวเองไมได้ เราจะควบคุมใจได้อย่างไร
• คนเราต้องบ้าภาวนา จึงจะภาวนาได้ดี เวลาภาวนาอย่าไปกลัวว่า ภาวนาแล้วจะเป็นนั่นเป็นนี่ เพราะเป็นของแก้กันได้ ให้กลัวอย่างเดียวว่า จะภาวนาไม่เป็น
• ให้ภาวนา อย่ามัวแต่ง่วงนอน นอนกันมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว ไม่รู้จักอิ่มสักที มัวแต่เป็นผู้ประมาท ไม่รู้จักมนุษย์สมบัติเอาไว้ ระวังจะเหลือไม่เท่าเก่า
• อะไรๆ ก็ขึ้นอยู่กับความสังเกตของเรา ถ้าความสังเกตของเรายังหยาบๆ เราจะได้แต่ของหยาบๆ การภาวนาของเราก็จะไม่มีทางเจริญก้าวหน้าไปได้
• พระธรรมถามว่า วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่…แล้วเราจะตอบท่านว่ายังไง
• ไปกี่วัดกี่วัด รวมแล้วก็วัดเดียวนั่นแหละคือ วัดตัวเรา
• คนเราเวลานั่งภาวนา กว่าใจจะสงบได้ก็ต้องใช้เวลานานแต่พอจะออกจากที่นั่งก็ทิ้งเลย อย่างนี้เรียกว่า เวลาขึ้นบ้านก็ขึ้นบันใด เวลาลงก็กระโดดลงหน้าต่าง
• เราเกิดมานับอสงไขยไม่ถ้วน ถ้าจะเอากระดูกที่เราเคยตายเกิดมากองไว้ ก็จะโตกว่าเขาพระสุเมรุ น้ำในแม่น้ำมหาสมุทรน้อยใหญ่ทั้งหลายนะ ก็ยังน้อยกว่าน้ำตาที่เคยหลั่งรินเพราะความทุกข์ทั้งหลายเสียอีก
• ผู้รู้แล้วจะไม่ทุกข์ ผู้ไม่รู้เท่านั้นเป็นทุกข์ ทุกข์มันก็มีอยู่กับทุกคน ไม่มีใครไม่มีหรอก ตราบใดที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ ทุกข์ก็ต้องมีแต่ถ้าเรารู้แล้ว เราจะอยู่อย่างสบาย
• ผู้มีปัญญา เมื่อเห็นเช่นนี้ ย่อมเกิดความสลดสังเวชในภพชาติ ไม่ยินดีในการเกิดมีจิตมุ่งตรงต่อนิพพานอย่างเดียว
• คนทั้งหลายเขาก็อยู่กับทุกข์ๆๆ ทั้งนั้น แต่ไม่รู้จักทุกข์จึงพ้นจากทุกข์ไม่ได้
• มัวแต่ตัดรากถอนโคน ระวังลูกมันจะหล่นลงมางอกอีก
• ใจจะคิดจะปรุงอะไรก็ปรุงได้ แต่อย่าหลง
• การกำหนดทุกข์ ก็ต้องเอาให้ละเอียด ต้องเอาถึงขนาดแค่ลืมตาปุ๊บ รูปมากระทบก็รู้ว่าทุกข์แล้ว
• นิพพานนั้นเป็นเรื่องละเอียด ต้องใช้ปัญญาเอามากๆ ไม่ใช่ของจะถึงด้วยแรงอยาก ถ้าเป็นของที่จะถึงด้วยแรงอยาก พวกเราคงจะตรัสรู้กันหมดแล้วทั้งโลก
• เมื่อรู้แล้ว ก็ให้อยู่เหนือรู้
• อย่าทำแต่ถูกใจ ต้องทำให้ถึงใจ
• ผู้มีปัญญาย่อมใช้อะไรๆ ให้เป็นประโยชน์ได้ทั้งนั้น
• จิตเปรียบเหมือนพระราชา อารมณ์ทั้งหลายเปรียบเหมือนเสนา…เราอย่าเป็นพระราชาที่หูเบา
• ปฏิบัติยังไม่เข้าขั้นแล้วอย่าไปเที่ยวสอนเขา มันมีโทษนะ ที่จริงไปถูกเขาเผยแพร่มากกว่า สอนไปสอนมากลายเป็นปฏิกูลน่ากิน อสุภะน่ากอด
• ของดีจริงไม่ต้องโฆษณา คนชอบขายความดีของตัวเอง ที่จริงขายความโง่ของตัวเองมากกว่า คมให้มีในฝัก ให้ถึงเวลาที่จะต้องใช้จริงๆ จึงคอยชักออกมา จะได้ไม่เสียคม
• มัวแต่นึกถึงวันเกิด ให้นึกถึงวันตายเสียบ้าง
• ต้องหมั่นมีสติ หมั่นพิจารณาร่างกายจนเป็นเป็นกระดูกจนร่วงลงไปกอง แล้วเผาให้เกลี้ยงไปเลย ถามตัวเองซิ มีตัวตนไหม อะไรทำให้ทุกข์ ทำให้เจ็บปวด มีตัวเราไหม ดูให้ถึงแก่นแท้ของธรรมชาติพิจารณาไปจนไม่มีอะไรของเราสักอย่าง
• มันไม่มีใครเจ็บ มันไม่มีใครตาย นั่นแหละ ตรงนั้นแหละ มันมีอยู่แล้วทุกคน เหมือนเราคว่ำมืออยู่ เราก็หงายมือเสีย แต่ผู้ที่มีปัญญาเท่านั้นที่จะทำได้ ถ้าโง่ก็ไม่เห็น ก็ไม่ได้ ไม่พ้นเกิด พ้นตาย
• การภาวนาของเราต้องมี ปีติ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ไม่อย่างนั้น ทำไปๆ มันจะเหี่ยวแห้ง
• สักวันหนึ่งความตายจะมาถึงเรา มาบีบบังคับให้เราปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง ฉะนั้น เราต้องหัดปล่อยวางล่วงหน้าให้มันเคย ไม่อย่างนั้น พอถึงเวลาไปจะลำบาก
• จิตเห็นจิตตามความเป็นจริง เขาก็วางของเขาเอง
• เมื่อคิดที่พุทโธแล้วไม่ต้องลังเลว่า จะนั่งไม่ได้ดี ถ้าตั้งใจจริงแล้วมันต้องได้ สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเป็นมารผจญ เขาเล่นละครอะไรๆ เราก็ไปดู ไม่ใช่ว่าไปเล่นกับเขาด้วย
• อยู่บนที่สูงแล้ว ก็สามารถมองเห็นอะไรๆ ได้หมด
• ถึงความเห็นของเราจะถูก แต่ถ้าเรายึดเข้าไว้มันก็ผิด
• เวลาเราทำงานอะไรอยู่ ถ้าเราสังเกตว่าใจเราเสีย ก็ให้หยุดทันที แล้วกลับมาดูใจของตนเอง เราต้องรักษาใจของเราไว้เป็นงานอันดับแรก
• คนอื่นเขาด่าเรา เขาก็ลืมไป แต่เราไปเก็บมาคิด เหมือนเขาคายเศษอาหารทิ้งไปแล้ว เราไปเก็บมากิน แล้วจะว่าใครโง่
• ธรรมะ เราอ่านมามากแล้ว ฟังมานานแล้ว เราก็ว่าเราเข้าใจ แต่มันถึงใจ ดีจริงหรือยัง
• การภาวนาต้องทิ้งเป็นขั้นๆ เหมือนเขายิงจรวจในอวกาศพอพ้นจากโลกแล้ว กระสวยอวกาศก็ต้องทิ้งยานแม่ จึงจะไปถึงโลกพระจันทร์ได้
• คนเราถ้าทำดีแล้วติดดีก็ไปไม่รอด เมื่อใจยังมีติดภพชาติยังมีอยู่
• ทำดีให้มันถูกตัวดี อย่าให้มันดีแต่กิริยา
• การภาวนาก็คือการฝึกตาย เพื่อเราจะได้ตายเป็น
• ของจริงจึงอยู่กับเรา ถ้าเราทำจริงเราจะได้ของจริง ถ้าเราทำไม่จริงเราจะได้แต่ของปลอม
ที่มา : http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=8147
|