โลกธรรม คือ ธรรมดาของโลก เรื่องของโลก ธรรมที่ครอบงำโลก หรือธรรมที่มีประจำโลก หมายถึง ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลก และสัตว์โลก ต้องเป็นไปตามธรรมนี้ หรือทุกคนในโลกนี้ ย่อมถูกโลกธรรมนี้ กระทบทั้งนั้น ไม่มีใครพ้นไปได้เลย ยกเว้นพระอรหันต์ ผู้อยู่เหนือโลกเท่านั้น
โลกธรรมมี 8 ประการแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกเป็นฝ่ายอิฏฐารมณ์ ที่น่าปรารถนาและพึงพอใจ และอีกฝ่ายเป็นอนิฏฐารมณ์ ที่ไม่น่าปรารถนา หรือไม่พึงพอใจ ดังต่อไปนี้
คู่ที่ 1 ได้ลาภ เสื่อมลาภ
ลาภ หมายถึง การให้มาซึ่งสิ่งที่พึงพอใจ เช่น เงินทอง สิ่งของ บุคคล เป็นต้น เมื่อได้มาแล้ว ยังมีทุกข์ติดตามแอบแฝง ซ่อนเร้นมากับลาภนั้นอีก
บางคนต้องเสียชีวิต เพราะมีลาภและป้องกันลาภ ครั้นเมื่อสิ่งที่ได้มาแล้ว มีอันต้องวิบัติสูญหายไป หรือถูกแย่งชิงไป เช่น เสียเงินเสียทอง เสียที่อยู่อาศัย เสียสิ่งที่รักที่หวงแหน หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เรียกว่า เสื่อมลาภ จิตใจก็เป็นทุกข์
ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาเรื่อง โลกธรรมตามความเป็นจริง ย่อมมีพฤติกรรมเกี่ยวกับลาภ ในทางที่ผิด เช่น มุ่งแสวงหาในทางทุจริต เกิดความโลภ หรือความต้องการไม่มีสิ้นสุด จึงก่อให้เกิดการกระทำ ที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภ ที่ตนต้องการ และหากสูญหายไป ก็เกิดความเศร้าโศกเสียใจ เป็นทุกข์จนเกินเหตุ
หากเข้าใจ ก็พึงแสวงหามาได้ ตามกำลังความสามารถ และสติปัญญาของตน ไม่โลภมาก หากสูญหายไป ก็ถือว่า เป็นธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งหลาย ย่อมเสื่อมสลายไปในที่สุด ทำให้เกิดความสบายใจ เข้าใจกฎของธรรมชาติในข้อนี้ ดุจดังสังขารในขันธ์ 5 ที่ปรุงแต่งขึ้นมา ย่อมเสื่อมสลายไปในที่สุด
คู่ที่ 2 ได้ยศ เสื่อมยศ
ยศ แปลว่า ความยิ่ง ความเด่น ซึ่งหมายถึง ความยิ่งของคน ความเด่นของคน
ยิ่งด้วยความเป็นใหญ่ เรียกว่า อิสริยยศ ยิ่งด้วยชื่อเสียงคุณความดี เรียกว่า เกียรติยศ ยิ่งด้วยบริวารพวกพ้อง เรียกว่า บริวารยศ
ทั้ง 3 ยศนี้ หากมีความกระหาย ต้องการให้ได้ยศมา ก็เกิดความวิตกกังวล เกิดความทุกข์ เพราะเกิดทั้งความโลภ เมื่อไม่ได้มา ก็เกิดความโกรธ เมื่อมีแล้ว ก็เกิดความหลง
ดังนั้น จะต้องเข้าใจว่า ยศเหล่านี้ มีวันเสื่อมสลายไปในที่สุด เรียกว่า เสื่อมยศ หากเราไม่เข้าใจหลักธรรมข้อนี้ ก็จะเกิดความหลงมัวเมา เมื่อมียศ และเกิดความวิตกกังวล คับข้องใจ เป็นทุกข์ เมื่อเสื่อมยศ
คู่ที่ 3 สรรเสริญ นินทา
สรรเสริญ ได้แก่ การกล่าวขวัญถึงความดี ไม่ว่าจะต่อหน้า หรือลับหลังก็ตาม
การได้ฟังคำสรรเสริญ คำยกย่องคำชมเชย ทำให้ใจเบิกบาน มีความสุข ในทางตรงกันข้าม หากใครถูกนินทา หรือการพูดให้ร้าย หรือพูดในทางที่ไม่ดี ในที่ลับหลัง ก็เกิดความไม่พึงพอใจ เกิดความโกรธ
ทั้ง 2 ประการนี้ หากไม่เข้าใจหลักธรรมเช่นนี้ ก็เกิดความลุ่มหลงมัวเมา หลงระเริง ทำให้เกิดความลืมตัว ก่อให้เกิดความเห็นผิด หลงตนเอง เมื่อคนอื่นสรรเสริญ และเกิดความไม่พึงพอใจ และทุกข์ใจในที่สุด เมื่อถูกนินทา
ดังนั้น เมื่อเข้าใจหลักธรรมนี้ จะช่วยให้เกิดหลัก ของความอุเบกขา คือ ไม่แสดงอาการใด ๆ เมื่อถูกสรรเสริญ หรือนินทา ถือว่าเป็นธรรมดาของโลก
คู่ที่ 4 สุข ทุกข์
โลกธรรมคู่นี้ เป็นคู่รวบยอด คือ สภาพความเป็นอยู่ของคนเรา เมื่อกล่าวโดยรวมยอดแล้วมี 2 สภาพคือ สุขและทุกข์ เป็นสภาพที่มนุษย์เรา จะต้องเผชิญทั้ง 2 ประการ
ดังนั้น พึงเข้าใจว่า เราจะดำเนินวิถีชีวิตอย่างไร ให้มีความสุขมากกว่าทุกข์ นั่นก็คือ จะต้องใช้ปัญญาพิจารณา ถึงความดับทุกข์ ซึ่งทางพระพุทธศาสนา ได้นำเสนอหลักของอริยสัจ 4 เป็นหลักธรรม ในการแก้ไขปัญหา ที่เกิดจากความทุกข์ที่เกิดขึ้น
สรุปก็คือ โลกธรรมทั้ง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ เมื่อเกิดมาแล้ว มันไม่เที่ยง ไม่คงทนถาวร ไม่แน่นอน ย่อมเสื่อมสลายไปในที่สุด ดังนั้น จึงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น เพราะจะก่อให้เกิด ความทุกข์ ในที่สุด
|