1.) น้ำที่ใช้กรวดนั้น นิยมใช้น้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งอื่นเจือปน เช่น น้ำประปา น้ำฝน น้ำบ่อ เป็นต้น
2.) ภาชนะที่ใช้กรวดน้ำ ต้องเตรียมล่วงหน้าไว้ให้พร้อม ใส่น้ำให้เต็ม และมีที่รอง หากไม่มีภาชนะสำหรับกรวดน้ำโดยเฉพาะ จะใช้ขันหรือแก้วน้ำแทนก็ได้ ในกรณีนี้ ควรหาจาน หรือถาดไว้รองกันน้ำหกด้วย
3.) เมื่อถวายไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์เสร็จแล้ว เจ้าภาพหรือประธานในพิธี นิยมนั่งกับพื้น ห่างจาก พระภิกษุสงฆ์พอสมควร ประคองภาชนะที่ใส่น้ำสำหรับกรวดน้ำ ด้วยมือทั้งสองเตรียมกรวดน้ำ
4.) เมื่อพระภิกษุสงฆ์ผู้เป็นหัวหน้า เริ่มอนุโมทนาว่า “ยะถา วาริวะหา…..” พึงรินน้ำให้ไหลลงเป็นสาย โดยไม่ให้สายน้ำขาดตอนเป็นหยด ๆ พร้อมทั้งตั้งใจสำรวมจิต อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยนึกในใจว่า
“อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโยฯ”
“ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า
ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงมีความสุขเถิด”
5.) คำกรวดน้ำนี้ จะใช้แบบอื่นก็ได้ หรือจะนึกคิดเป็นภาษาไทย ให้มีความหมายว่า อุทิศส่วนบุญไปให้แก่ผู้นั้นผู้นี้ โดยระบุชื่อลงไปก็ได้
6.) ถ้าภาชนะที่กรวดน้ำ มีปากกว้าง เช่น ขัน หรือแก้วน้ำ นิยมใช้นิ้วชี้มือขวา รองรับสายน้ำ ให้ไหลไปตามนิ้วชี้นั้น เพื่อป้องกันมิให้น้ำไหลลง เปรอะเปื้อนพื้นหรืออาสนะ ถ้าภาชนะปากแคบ เช่น คนโท หรือที่กรวดน้ำโดยเฉพาะ ก็ไม่ต้องรอง เพียงใช้มือทั้งสอง ประคองภาชนะน้ำนั้นรินลง
7.) เมื่อตั้งใจอุทิศเป็นการส่วนรวมแล้ว จะอุทิศส่วนบุญเฉพาะ เจาะจงผู้ใดผู้หนึ่งต่อก็ได้ โดยระบุชื่อบุคคลนั้น ลงไปให้ชัดเจน
8.) เมื่อพระภิกษุสงฆ์รูปที่สองรับว่า “สัพพีติโย …….” แล้ว พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมด จะอนุโมทนา ผู้กรวดน้ำจะหยุดกรวด เทน้ำลงทั้งหมด แล้วประนม มือตั้งใจรับพรซึ่งพระภิกษุสงฆ์กำลังให้ต่อไป
9.) ขณะที่พระภิกษุสงฆ์ กำลังสวดอนุโมทนาอยู่นั้น เจ้าภาพหรือประธานในพิธี ไม่ควรลุกไปทำภารกิจอย่างอื่นกลางคัน ควรนั่งรับพรไปจนกว่าจะจบ เพราะเวลานั้น เป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์ กำลังประสิทธิ์ประสาทพรแก่เจ้าภาพ
10.) เมื่อพระภิกษุสงฆ์อนุโมทนาจบ จึงกราบหรือไหว้พระภิกษุสงฆ์อีกครั้ง แล้วนำน้ำที่กรวดนั้น ไปเทที่พื้นดิน รดต้นไม้ หรือเทที่พื้นหญ้าภายนอกตัวอาคาร บ้านเรือน เพื่อฝากไว้กับแม่พระธรณีตามคติโบราณ
11.) การกรวดน้ำพึงกระทำ เมื่อได้บำเพ็ญบุญกุศล หรือความดีอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เช่น ทำบุญใส่บาตร ถวายสิ่งของแด่พระภิกษุสงฆ์ หรือให้ทานแก่คนยากจน หรือเสียสละปัจจัย เพื่อก่อสร้างสาธารณะประโยชน์อย่างอื่นแล้ว แม้จะไม่มีพระภิกษุสงฆ์อนุโมทนาต่อหน้า จะกรวดน้ำคนเดียวเงียบ ๆ หรือกรวดหลังสวดมนต์ไหว้พระ ก่อนนอนก็ได้
12.) การกล่าวคำกรวดน้ำ ที่เป็นภาษาบาลี พึงศึกษาความหมายให้เข้าใจก่อน ย่อมเป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่ว่ากันมาอย่างไร ก็ว่ากันไปอย่างนั้น โดยไม่รู้ความหมายที่แท้จริง จึงต้องถามท่านผู้รู้ หรือศึกษาวิธีการก่อน ทั้งนี้ จะเป็นผลดีแก่ตัว ผู้กระทำเอง คือ นอกจากจะได้ชื่อว่า ทำถูกทำเป็นแล้ว ยังจะเกิดประโยชน์ที่ต้องการด้วย
13.) ต้องตั้งใจทำจริง ๆ ไม่ใช่ทำเล่น ๆ หรือทำเป็นเล่น หากว่าภาชนะใส่น้ำสำหรับกรวดไม่มี หรือมีไม่พอ ก็พึงนั่งกรวดในใจนิ่ง ๆ โดยน้ำใจกรวดอุทิศเลย ไม่ควรไปนั่งรวมกลุ่มกันแล้ว จับแขน จับขา จับชายผ้า จับข้อศอกกัน แล้วกรวดน้ำ มองดูชุลมุนไปหมด ไม่งามตา ทั้งไม่เกิดประโยชน์ เพราะจิตใจของผู้กรวด จะไม่สงบเป็นสมาธิ ซ้ำบางครั้ง ก็หัวเราะกันคิกคักไปก็มี ต้องกรวดเป็น และตั้งใจกรวดจริงๆ จึงจะมีผลจริง
หากหลั่งบนพื้นดิน ควรเลือกที่สะอาดหมดจด ถ้าอยู่ในอาคารสถานที่ ควรมีภาชนะรองรับอันเหมาะสม ไม่ใช้กระโถนหรือภาชนะสกปรกรองรับ ควรหลั่งน้ำที่กรวดให้หมด
เมื่อเสร็จพิธีแล้ว จึงนำน้ำที่กรวดนั้น ไปเทลงในดินที่สะอาด
การกรวดน้ำ เป็นหน้าที่ของเจ้าของงานโดยตรง ถือเป็นเจ้าของบุญกุศล เมื่อจะให้แก่ใคร เจ้าของต้องให้เอง
|