การทำบุญเนื่องในงานอวมงคล คือ งานทำบุญปรารภเหตุ ที่ไม่เป็นมงคล เช่น ทำบุญวันคล้ายวันตายของบิดามารดา ครู อาจารย์ หรือญาติมิตร เป็นต้น ทำบุญในงานฌาปนกิจบ้าง 7 วัน 50 วันบ้าง 100 วันบ้าง เพื่อบรรเทาความเศร้าโศก และแสดงออกถึงความระลึกถึง
การทำบุญในกรณีเช่นนี้ มีพิธีนิยม ส่วนมากเหมือนกับทำบุญในงานมงคล แต่มีข้อแตกต่างกันบ้างดังนี้
1.) จำนวนพระสงฆ์ ที่นิมนต์มาสวดพระพุทธมนต์ เมื่อครบกำหนดวันทำบุญ นิยมนิมนต์พระ 7 รูปบ้าง 10 รูปบ้าง ถ้าเป็นงานพระราชพิธี นิยมนิมนต์ 10 รูป เป็นพื้น สวดพระอภิธรรมนิมนต์ 4 รูป เป็นเกณฑ์ ถ้ามีบังสุกุลหรือมีสวดแจง ไม่จำกัดจำนวนแน่นอน ตามกำลังศรัทธา 10 รูป 20 รูป 50 รูป 100 รูป หรือมากกว่านี้ก็มี แล้วแต่ฐานะของทางเจ้าภาพ แต่ส่วนมากนิยมนิมนต์เท่าอายุของผู้ตาย
การเทศน์ในงานศพ นิยมมีพระสวดรับเทศน์นี้ด้วย 4 รูป ไม่มีพระสวดรับก็ได้ ส่วนพระที่แสดงธรรม เทศน์อานิสงส์หรือเทศน์ปฐมสังคายนา หรือเทศน์เรื่องอื่นๆ นิยมรูปเดียวก็มี 2 หรือ 3 รูปก็มี ตามฐานะเจ้าภาพ
2.) การสวดมนต์ในงานอวมงคล ไม่ต้องตั้งบาตร หรือหม้อน้ำมนต์ ไม่ต้องวางด้ายสายสิญจน์ที่โต๊ะหมู่บูชา คงใช้แต่ผ้าภูษาโยง ถ้าไม่มีผ้าภูษาโยง จะใช้ด้ายสายสิญจน์แทนก็ได้ เรียกว่าสายโยง โยงจากฝาหีบทางด้านศีรษะศพ มาวางไว้บนพานใกล้โต๊ะหมู่บูชา หรือใกล้พระภิกษุผู้เป็นประธาน
3.) เมื่อถึงเวลากำหนด พระสงฆ์เข้านั่งยังอาสน์สงฆ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าพระสวดอภิธรรม เจ้าภาพในงานพึงจุดเทียนธูป ที่หน้าโต๊ะพระพุทธรูปก่อน แล้วจุดที่หน้าตู้พระธรรมทีหลัง เสร็จแล้วอาราธนาศีลต่อไป พระให้ศีลแล้ว ไม่ต้องอาราธนาธรรม แต่บางแห่งอาราธนาธรรมก็มี
ถ้าสวดพระพุทธมนต์ เมื่อพระให้ศีลจบแล้ว ต้องอาราธนาพระปริตรอย่างเดียว ต่อเมื่อ พระเทศน์ขึ้นธรรมมาสน์ ไม่ต้องอาราธนาด้วยวาจา เมื่อเจ้าภาพเห็นว่า ได้เวลาตามที่กำหนดแล้ว ก็จุดเทียนหน้าธรรมมาสน์ เรียกว่า จุดเทียนบูชาพระธรรม พระผู้แสดงธรรมที่จะขึ้นสู่ธรรมาสน์
โดยถือเป็นธรรมเนียมว่า การจุดเทียนหน้าธรรมาสน์ เป็นการอาราธนาธรรม มีธรรมเนียมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งควรกำหนดไว้เป็นพิเศษ คือ เครื่องทองน้อยหน้าศพ โดยทั่วไป ถ้าเจ้าภาพตั้งไว้เพื่อเคารพศพ ตั้งเครื่องทองน้อย ให้ดอกไม้หันเข้าหาศพ ธูปเทียนหันออกข้างหน้า หันธูปเทียนเข้าหาศพ ทั้งนี้เพื่อให้ศพ ได้บูชาพระธรรมเทศนาด้วย และจุดเมื่อพระเริ่มเทศน์เท่านั้น
หลังจากรับศีลแล้ว ถ้าไม่มีศพ แต่เจ้าภาพมีความประสงค์ จะให้มีธรรมเทศนา เพื่อระลึกถึงอุปการคุณ จะจุดเครื่องทองน้อย ตั้งไว้ข้างหน้าตนเอง เพื่อบูชาพระธรรมก็ได้
4.) เมื่อพระสงฆ์สวดหรือเทศน์จบ เจ้าภาพพึงเก็บสิ่งของเครื่องกีดขวาง ออกให้หมด จัดสิ่งของที่จะถวายพระ เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน หรือสิ่งของอย่างอื่น นอกจากผ้าหรือใบปวารณา มาวางไว้ตรงหน้าพระสงฆ์ แล้วบอกญาติพี่น้องช่วยกันประเคน เสร็จแล้วคลี่ผ้าภูษาโยง หรือสายโยง วางราบไปทางหน้าพระสงฆ์ เอาผ้าหรือใบปวารณาแจกญาติพี่น้อง นำมาทอดบนผ้าภูษาโยงนั้น ซึ่งมักเอาใบปวารณา กลัดติดกับผ้ารวมกัน
การทอดผ้าหรือใบปวารณานี้ ควรทอดขวางตัดกับผ้าภูษาโยง คือ วางขวางบนผ้าภูษาโยงนั้น อย่าทอดไปตามทางยาว ดูไม่งาม และควรทอดตามลำดับพระเถระ เสร็จแล้วนั่งประนมมือ จนกว่าพระสงฆ์ จะพิจารณาบังสุกุลจนจบ
แต่บางแห่ง นิยมทอดผ้าก่อนถวายของก็มี ในราชการนิยมถวายของก่อน ทอดผ้าภายหลัง ซึ่งยังถือปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน
5.) ถ้าสวดพระพุทธมนต์แล้วฉันเช้า หรือฉันเพลในวันนั้น การถวายสิ่งของ และการทอดผ้าบังสุกุล ทำภายหลังจาก ฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าสวดมนต์เย็น ฉันเช้าหรือเพลในวันรุ่งขึ้น และมีทอดผ้าไตรจีวร ก็ควรทอดภายหลัง พระสวดจบในเย็นวันนั้น เพื่อให้ท่านนุ่งห่ม ฉลองศรัทธาในวันรุ่งขึ้น ส่วนสิ่งของและใบปวารณานั้น เก็บไว้ถวายและทอดในวันรุ่งขึ้น ภายหลังจากฉันเสร็จแล้ว
6.) สำหรับรายการพระสวดอภิธรรม ในตอนกลางคืนหรือพระเทศน์ พระสวดรับเทศน์ ถ้าเจ้าภาพประสงค์จะอาราธนา ให้ฉันในวันรุ่งขึ้นด้วยก็ได้ แต่สิ่งของและผ้าทอดบังสุกุล ควรจัดการถวาย และทอดให้เสร็จสิ้นในวันนั้น
7.) ก่อนถึงเวลาฌาปนกิจศพเล็กน้อย นิยมมีการทอดผ้ามหาบังสุกุล หรือเรียกว่า บังสุกุลปากหีบ ส่วนใหญ่เจ้าภาพนิยมเชิญแขกผู้ใหญ่ ที่มีเกียรติขึ้นทอด และให้แขกผู้มีเกียรติสูง ซึ่งจะเป็นผู้จุดเพลิงเป็นคนแรกนั้น เป็นคนทอดหลังสุด ให้แขกผู้มีเกียรติรองลงมาทอดก่อน
แขกผู้ทอดผ้าบังสุกุลนี้ ให้ถือว่าเป็นแขกผู้มีเกียรติ ฉะนั้น ก่อนทอดและหลังทอดแล้ว การทำความเคารพศพทุกครั้ง จะต้องยืนคอยอยู่ จนกว่าพระสงฆ์ขึ้นไปพิจารณา ขณะที่พระสงฆ์ กำลังพิจารณาอยู่นั้น ก็ควรประนมมือขึ้น
การทอดไตรจีวรก่อนเผาศพนั้น ไม่ควรมีมากเกินไป เพราะจะทำให้แขก ที่มาร่วมในงานนั่งคอยนาน ควรใช้ประมาณ 3 ไตร กำลังพอดี
|