การรดน้ำศพ
1.) แต่งกายไว้ทุกข์ตามความนิยม ของสังคมท้องถิ่นนั้นๆ
2.) การรดน้ำศพถือสืบกันมาว่า ไปขอขมาโทษ เพื่อจะได้ไม่มีเวรภัยต่อกัน
3.) นิยมรดน้ำศพเฉพาะท่านผู้มีอายุสูงกว่า หรือรุ่นราวคราวเดียวกันเท่านั้น
4.) ผู้มีอายุมากกว่าผู้ตาย ก็ไปร่วมงานให้กำลังใจเจ้าภาพ แต่ไม่นิยมรดน้ำศพ
วิธีปฏิบัติการรดน้ำศพคฤหัสถ์
1.) ถ้าอาวุโสมากกว่าตน ก่อนรดน้ำศพ นิยมนั่งคุกเข่าน้อมตัวลง ยกมือไหว้ พร้อมกับนึกขอขมาโทษต่อศพนั้นว่า
“หากได้ล่วงเกินท่าน ทั้งทางกาย วาจา ใจ ก็ดี ขอท่านโปรดอโหสิกรรม ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
2.) เมื่อยกมือไหว้ขอขมาแล้ว ถือภาชนะสำหรับรดน้ำด้วยมือทั้งสอง เทน้ำลงที่ฝ่ามือขวาของศพ พร้อมกับนึกในใจว่า
“ร่างกายที่ตายแล้วนี้ ย่อมเป็นอโหสิกรรม ไม่มีโทษ เหมือนน้ำที่รดแล้วฉะนั้น”
3.) เมื่อรดน้ำศพเสร็จแล้ว นิยมน้อมตัวลงไหว้พร้อมกับอธิษฐานว่า
“ขอจงไปสู่สุคติเถิด”
วิธีปฏิบัติการรดน้ำศพพระภิกษุสงฆ์
1.) นั่งคุกเข่าตามเพศ กราบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง พร้อมกับนึกขอขมาโทษว่า
“หากได้ล่วงเกินท่าน ทั้งทางกาย วาจา ใจ ก็ดี ขอท่านโปรดอโหสิกรรม ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
2.) เมื่อขอขมาโทษเสร็จแล้ว พึงถือภาชนะด้วยมือทั้งสอง เทน้ำรดลงที่ฝ่ามือขวาของศพ พร้อมกับนึกในใจว่า
“ร่างกายที่ตายแล้วนี้ ย่อมเป็นอโหสิกรรม ไม่มีโทษ เหมือนน้ำที่รดแล้วฉะนั้น”
3.) เมื่อรดน้ำศพเสร็จแล้ว กราบเบญจางคประดิษฐ์อีก 3 ครั้ง พร้อมกับอธิษฐานว่า
“ขอจงไปสู่สุคติเถิด”
การไปงานตั้งศพบำเพ็ญกุศล
1.) นิยมแต่งกายไว้ทุกข์ ตามความนิยมของท้องถิ่นนั้นๆ
2.) นิยมนำพวงหรีด กระเช้าดอกไม้ แจกันดอกไม้ หรือพวงดอกไม้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามควรแก่ฐานะของตน ไปแสดงความเคารพ
การแสดงความเคารพศพของคฤหัสถ์
1.) ถ้ามีอาวุโสมากกว่าตน นิยมนำพวงหรีดไปด้วย เมื่อวางพวงหรีดแล้ว ถ้าแต่งเครื่องแบบราชการ นิยมยืนตรงโค้งคำนับ ถ้ามิได้แต่งเครื่องแบบ ยืนตรงน้อมตัวลงยกมือไหว้
2.) ถ้านำกระเช้าดอกไม้ แจกันดอกไม้ หรือพวงหรีดดอกไม้ ไปเคารพศพ เมื่อวางกระเช้าดอกไม้แล้ว นิยมนั่งคุกเข่าราบ ทั้งเพศชายและหญิง จุดธูป 1 ดอก ประนมมือยกธูปขึ้นจบ ให้ปลายนิ้วชี้อยู่ระหว่างคิ้ว ตั้งจิตขอขมาโทษ
3.) เมื่อขอขมาแล้ว พึงปักธูป ณ ที่ปัก นั่งพับเพียบหมอบกราบ กระพุ่มมือ นั่งพับเพียบตะแคงตัวข้างขวาหันหน้าไปทางศพ วางมือขวาลงก่อน แล้ววางมือซ้ายลงแนบกับมือขวา ประนมมือตั้งอยู่กับพื้น พร้อมกับหมอบ ให้หน้าผากลงจรดสันมือ พร้อมตั้งใจอธิษฐาน แล้วลุกขึ้น
ถ้าศพนั้น เป็นผู้ที่ได้รับพระราชทาน เครื่องประกอบเกียรติศพนั้น ผู้ไปเคารพศพไม่ต้องจุดธูปบูชาศพ
การแสดงความเคารพศพพระภิกษุสงฆ์
1.) นิยมแต่งกาย ตามแบบเช่นเดียวกับศพคฤหัสถ์
2.) เมื่อวางเครื่องสักการะบูชาแล้ว นิยมนั่งคุกเข่าตามเพศ สุภาพบุรุษนั่งคุกเข่า ตั้งเท้าท่าเทพบุตร สุภาพสตรีนั่งคุกเข่า เท้าราบท่าเทพธิดา จุดธูป 1 ดอก ประนมมือยกธูปขึ้นตั้ง ให้ปลายนิ้วหัวแม่มือ อยู่ระหว่างคิ้ว ปลายนิ้วชี้จรดหน้าผาก พร้อมกับตั้งใจขอขมาโทษ
3.) เมื่อขอขมาโทษแล้ว พึงปักธูป ณ ที่ปักธูป กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง พร้อมกับนึกอธิษฐาน
การไปงานฌาปนกิจศพ
การไปงานฌาปนกิจศพนั้น นิยมแต่งกายไว้ทุกข์ ตามความนิยมของสังคมท้องถิ่นนั้นๆ
ลำดับการขึ้นเมรุศพ
1.) ถ้าเป็นงานพระราชทานเพลิงศพ นิยมขึ้นเมรุตามลำดับทางคุณวุฒิ คือ ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์สูงกว่า ขึ้นไปเผาก่อน ผู้มีคุณวุฒิน้อยกว่า ขึ้นภายหลัง
2.) ถ้าเป็นงานฌาปนกิจศพทั่วไป นิยมขึ้นเมรุเผาศพ ตามลำดับทางวัยวุฒิ คือ อายุมากกว่า ขึ้นไปเผาก่อน ผู้มีอายุน้อยกว่า ขึ้นภายหลัง
วิธีปฏิบัติในการเผาศพ
1.) เมื่อขึ้นไปถึงเมรุแล้ว นิยมยืนตรง ห่างจากศพประมาณ 1 ก้าว ถ้าแต่งเครื่องแบบข้าราชการ นิยมยืนตรงโค้งคำนับ ถ้าไม่ได้แต่งเครื่องแบบข้าราชการ นิยมน้อมตัวลงยกมือไหว้พร้อมทั้ง ธูป เทียน ดอกไม้จันทน์ในมือ เฉพาะศพที่มีอายุมากกว่า หรือรุ่นราวคราวเดียวกัน แล้วตั้งจิตขอขมาโทษต่อศพ
2.) เมื่อตั้งจิตขอขมาโทษศพจบแล้ว น้อมตัวลง วางธูป เทียน ดอกไม้จันทน์ ที่เชิงตะกอน พร้อมกับพิจารณาถึงความตายว่า
“ร่างกายของเราแม้นี้แล ย่อมถึงความตายเป็นธรรมดาอย่างนี้ มีปกติเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความตายอย่างนี้ไปได้ จากนั้นยืนตรงโค้งคำนับหรือยกมือไหว้อีกครั้ง พร้อมกับนึกอธิษฐานในใจว่า ขอจงไปสู่สุคติเถิด”
3.) การที่ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ขึ้นไปทำพิธีเผาศพพร้อมกันนั้น เป็นพิธีการแสดงความเคารพต่อศพเท่านั้น ยังไม่ใช่พิธีการเผาศพจริง ต่อเมื่อเสร็จขั้นตอน ของการแสดงความเคารพศพแล้ว นิยมให้วงศาคณาญาติ มิตรสหาย ผู้ใกล้ชิดกับผู้ตาย ขึ้นไปทำการเผาศพจริงอีกครั้ง จึงเสร็จพิธีเผาศพ
4.) การไปร่วมงานศพ นอกจากจะไปเพื่อขอขมาโทษแก่ผู้ตาย และไปให้กำลังใจแก่ญาติของผู้ตายแล้ว ยังเป็นการไปเพื่อเจริญมรณานุสติ ระลึกถึงความตายว่า
“ชีวิตนี้ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ควรประมาทในชีวิต สักวันหนึ่ง ต้องเวียนมาถึงเราอย่างแน่นอน ควรเร่งสร้างบุญสร้างบารมี สั่งสมความดี โดยการทำทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิภาวนา”
|