ประเพณีการทอดผ้าป่า
การทอดผ้าป่า เป็นประเพณีการทำบุญ อีกอย่างหนึ่ง ของพุทธศาสนิกชน คล้ายกับการทอดกฐิน แต่ไม่มีกำหนดระยะเวลาจํากัด คือสามารถทำได้ทุกฤดูกาล ไม่จำกัดเวลา คือทำได้ตลอดทั้งปี และวัดหนึ่งๆ ในแต่ละปีจะจัดให้มี การทอดผ้าป่ากี่ครั้ง ก็ได้เช่นกัน
ผู้ปรารถนาจะทอดผ้าป่าเมื่อไร ย่อมทำได้ตามกำลังศรัทธา ซึ่งอาจจะผสมผสาน หรือผนวกเข้ากับ เทศกาลประเพณีประจำท้องถิ่นอื่น ๆ ก็ได้ อีกทั้ง ยังไม่เจาะจงเกี่ยวกับพระภิกษุ ที่จะรับผ้าป่าแต่อย่างใด
ผ้าป่า คืออะไร?
คำว่า ผ้าป่า มีชื่อเรียกตามภาษาบาลีว่า ปังสุกุละ ภาษาไทยใช้คำว่า บังสุกุล หมายถึง ผ้าที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน หรือ ผ้าที่ประชาชนเขาไม่ใช้แล้ว นำไปทิ้งที่กองขยะ หรือ ผ้าที่เขาใช้ห่อศพแล้ว นำไปทิ้งไว้ในป่าช้า
พระภิกษุที่ต้องการผ้ามาทำจีวรผลัดเปลี่ยน ก็ต้องไปหาผ้าบังสุกุล พอพบแล้วท่านก็จะชักผ้าบังสุกุลนั้นว่า
อิมัง ปังสุกุละจีวะรัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณาติฯ
ผ้าบังสุกุลผืนนี้ เป็นผ้าที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน ย่อมตกเป็นของข้าพเจ้า
แล้วนำผ้านั้นมาซัก ตัด เย็บ ย้อมทำเป็นจีวร เรียกว่า บังสุกุลจีวร
ผ้าป่า มีกี่ประเภท?
ความจริงแล้ว การทอดผ้าป่า มีอยู่อย่างเดียว คือ การนำผ้าไปทิ้งไว้ ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ในปัจจุบัน นิยมทำในรูปแบบต่าง ๆ แตกต่างกันไป จึงมีชื่อเรียกเป็น 3 อย่าง คือ
1.) ผ้าป่าหางกฐิน หมายถึง ผ้าป่าที่เจ้าภาพ จัดให้มีขึ้นต่อจากการทอดกฐิน คือ เมื่อทำพิธีทอดกฐินเสร็จแล้ว ก็ให้มีการทอดผ้าป่าด้วยเลย จึงเรียกว่า ผ้าป่าหางกฐิน หรือ ผ้าป่าแถมกฐิน
2.) ผ้าป่าโยง หมายถึง ผ้าป่าที่จัดทำรวม ๆ กันหลายกอง นำบรรทุกเรือแห่ไปทอดตามวัดต่าง ๆ ที่อยู่ริมแม่นํ้า จึงเรียกว่า ผ้าป่าโยง จะมีเจ้าภาพเดียว หรือ หลายเจ้าภาพก็ได้
3.) ผ้าป่าสามัคคี หมายถึง ผ้าป่าที่มีการแจกฎีกา บอกบุญไปตามสถานที่ต่าง ๆ ให้ร่วมกันทำบุญแล้วแต่ศรัทธา โดยจัดเป็นกองผ้าป่ามารวมกัน จะเป็นกี่กองก็ได้ เมื่อถึงวันทอด จะมีขบวนแห่ผ้าป่า มารวมกันที่วัดอย่างสนุกสนาน บางทีจุดประสงค์ก็เพื่อ ร่วมกันหาเงินสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ เป็นต้น
ผู้ประสงค์จะทอดผ้าป่า ควรทำอย่างไรบ้าง?
สำหรับการทอดผ้าป่า ให้ผู้ประสงค์จะทอดผ้าป่า ไปแจ้งแก่เจ้าอาวาส ที่ต้องการจะนำผ้าป่ามาทอด เรียกว่า เป็นการจองผ้าป่า เมื่อกำหนดเวลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ทำการตั้งองค์ผ้าป่า ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะต้องมีก็คือ
1.) ผ้า
2.) กิ่งไม้สำหรับพาดผ้า
3.) ให้อุทิศถวายไม่เจาะจงพระรูปใดรูปหนึ่ง
ผู้ประสงค์จะทอดผ้าป่า จะจัดหาผ้าสำหรับพระภิกษุมาผืนหนึ่ง อาจเป็นสบง จีวร สังฆาฏิ หรือ ทั้ง 3 อย่าง แล้วแต่ศรัทธา เพราะไม่มีข้อกำหนด นำกิ่งไม้หนึ่งกิ่งไปปักไว้ ในภาชนะขนาดพอสมควร เช่น โอ่ง ถัง เป็นต้น เพื่อให้กิ่งไม้อยู่คงที่ ไม่เอนไปเอนมา โดยจะใช้เป็นที่พาดผ้าป่า และ ใช้สำหรับนำสิ่งของเครื่องใช้ ที่จะถวายพระ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผ้าเช็ดตัว ผ้าอาบนํ้าฝน อาหารแห้ง เป็นต้น ใส่ในภาชนะนั้น สำหรับเงิน หรือ ปัจจัยนั้น นิยมเสียบไว้กับต้นกล้วยเล็ก ๆ ในกองผ้าป่านั้น
ในสมัยโบราณ ไม่มีต้องจองผ้าป่า เมื่อผู้ประสงค์จะทอดผ้าป่า นำองค์ผ้าไปถึงแล้ว ก็จุดประทัด หรือ ส่งสัญญาณด้วยวิธีหนึ่ง ให้พระท่านรู้ว่ามีผ้าป่า เป็นอันเสร็จพิธี หรือ จะอยู่รอให้พระท่าน มาชักผ้าป่าด้วยก็ได้
แต่ในปัจจุบัน การทอดผ้าป่า นับว่าเป็นงานค่อนข้างใหญ่ ต้องมีการจองผ้าป่า เพื่อแจ้งให้ทางวัดทราบกำหนดการก่อน เพื่อจะได้จัดเตรียมการต้อนรับ
เมื่อถึงกำหนด ก็จะมีการแห่องค์ผ้าป่า มาด้วยขบวนเถิดเทิงกลองยาว หรือ แตรวง เป็นที่ครึกครื้น สนุกสนาน ยิ่งถ้าเป็นผ้าป่าสามัคคีหลายเจ้าภาพ ต่างแห่มาพบกันที่วัด จนกลายเป็นมหกรรมย่อย ๆ มีการละเล่นพื้นบ้าน หรือ ร่วมร้องรำทำเพลง ร่วมรำวง กันเป็นที่สนุกสนาน บางทีก่อนวันทอด ก็จะให้มีมหรสพฉลอง ที่บ้านของเจ้าภาพที่จะถวายผ้าป่า
คำถวายผ้าป่า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
อิมานิ มะยัง ภันเต ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ
ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ
อิมานิ ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ
อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จบรับ ซึ่งผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ
เมื่อกล่าวคำถวายจบแล้ว พระสงฆ์ผู้ที่ได้รับ ฉันทานุมัติจากหมู่สงฆ์ มาชักผ้าบังสุกุล และไวยาวัจกรของวัด จะมารับต้นผ้าป่า และ เครื่องบริวารอื่น ๆ ตลอดจนเงิน หรือ ปัจจัยด้วย โดยพระสงฆ์รูปนั้น ก็กล่าวคำปริกรรมว่า
อิมัง ปังสุกุละจีวะรัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณาติ
คำแปล
ผ้าบังสุกุลผืนนี้ เป็นผ้าที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน ย่อมตกเป็นของข้าพเจ้า
ต่อจากนั้นพระสงฆ์ จึงสวดอนุโมทนาในผลบุญ เจ้าภาพ และ ผู้ร่วมทอดผ้าป่าด้วยกัน ต่างก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุพพการี เป็นต้น ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทอดผ้าป่าเพียงนี้
สำหรับในกรณีที่ไม่มีพระภิกษุ มาชักผ้าบังสุกุล เมื่อจัดตั้งองค์ผ้าป่า และ บริวารในสถานที่เหมาะแล้ว ก็ให้สัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ทราบว่า มีผ้าป่ามาทอดที่วัด แล้วก็หลีกไป
อานิสงส์ของการทอดผ้าป่า
1.) เป็นการสงเคราะห์พระสงฆ์ ให้สะดวกด้วยปัจจัย 4 หรือ สิ่งที่จำเป็น ในการครองสมณเพศ มีจีวร หรือ ผ้านุ่งห่ม เป็นต้น
2.) เป็นการช่วยเหลือ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อพระสงฆ์ ได้รับความสะดวกตามสมควร ก็จะได้เป็นกำลังสืบต่ออายุ ของพระพุทธศาสนา
3.) ได้ชื่อว่าเป็นการถวายทาน แก่ท่านผู้ทรงศีล ซึ่งนับเป็นการบูชาท่านผู้ทรงศีล บูชาท่านผู้ควรบูชา และ เป็นทานที่มีคุณค่าสูง
4.) เป็นการอบรมจิตใจของผู้บริจาค ให้มีการเสียสละ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม คือ พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหลักทางจิตใจ ของประชาชนในชาติสืบไป
5.) เป็นการส่งเสริม ความมีสามัคคีธรรม ของหมู่คณะ
6.) เป็นการส่งเสริมสนับสนุน ให้ชุมชนมีความมั่นคง เป็นปึกแผ่นสืบไป
|