การทอดกฐิน เป็นประเพณีสำหรับพุทธศาสนิกชน ที่มีศรัทธาเลื่อมใส ประสงค์จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และส่งเสริมให้พระภิกษุ ได้ปฏิบัติตามพระวินัย ซึ่งถือปฏิบัติมาตั้งแต่ ครั้งพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน เป็นการเพิ่มพูนบุญกุศล ซึ่งนำความสุขมาให้
การทอดกฐิน เป็นงานบุญที่มีปีละครั้ง ท่านจึงจัดเป็น กาลทาน คือ ถวายตามกาลสมัย ประชาชนชาวไทยจัดพิธีนี้อย่างสนุกสนาน
กฐิน หมายถึง ไม้สะดึง คือกรอบไม้แบบชนิดหนึ่ง สำหรับขึงผ้าให้ตึง เพื่อเป็นอุปกรณ์สำหรับใช้เป็น เครื่องมือเย็บจีวร ซึ่งมีลักษณะเป็นวงกลม เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง
ในสมัยก่อน การเย็บจีวรต้องใช้ไม้สะดึง ขึงให้ตึงก่อนแล้วจึงเย็บ เพราะช่างยังไม่มีความชำนาญ เหมือนสมัยปัจจุบันนี้ และเครื่องมือในการเย็บ ก็ยังไม่เพียงพอ เหมือนจักรเย็บผ้าในปัจจุบัน
การทำจีวรในสมัยโบราณ จะเป็นผ้ากฐิน หรือแม้แต่จีวร อันมิใช่ผ้ากฐิน ถ้าภิกษุทำเอง ก็จัดเป็นงานเอิกเกริกทีเดียว
เหตุที่พระพุทธเจ้า ทรงอนุญาตกฐิน
พระภิกษุชาวเมืองปาฐา แคว้นโกศล ประมาณ 30 รูป ล้วนถือธุดงควัตรทั้ง 13 ข้อ อาทิเช่น อารัญญิกังคธุดงค์ คือ ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร, ปิณฑปาติกังคธุดงค์ คือ ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร, และ เตจจีวริกังคธุดงค์ คือ การถือไตรจีวรเป็นวัตร เป็นต้น อันมีปฏิปทาน่าเลื่อมใส ปฏิบัติเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีความตั้งใจจะพากัน ไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ซึ่งจำพรรษา ณ วัดพระเชตวัน ในเมืองสาวัตถี
แต่ต้องเดินทางไกล พอไปถึงเมืองสาเกต ซึ่งมีระยะทางห่างจากเมืองสาวัตถี ประมาณ 6 โยชน์ ก็เผอิญถึงฤดูกาลเข้าพรรษาเสียก่อน เดินทางต่อไปไม่ได้ พระภิกษุเหล่านั้น จึงตกลงกันอธิษฐานใจอยู่จำพรรษา ณ เมืองสาเกต ตลอดไตรมาส
ภิกษุเหล่านั้น จำพรรษาด้วยมีใจรัญจวนว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่ใกล้ ๆ ระยะทางห่างเพียง 6 โยชน์ แต่ก็ไม่ได้เฝ้าพระองค์ ครั้นล่วง 3 เดือน ออกพรรษาทำปวารณาเสร็จแล้ว ก็เดินทางไปเมืองสาวัตถีโดยเร็ว
การที่พระผู้มีพระภาคทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลายนั้น เป็นพุทธประเพณี ครั้งนั้นพระพุทธองค์ ได้ตรัสถามถึงสุขทุกข์ และความก้าวหน้าแห่งการปฏิบัติธรรม ด้วยพระสุรเสียงที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา
พระภิกษุเหล่านั้น ต่างพากันกราบทูลให้ทรงทราบถึง ความลำบากตรากตรำ ในระหว่างเดินทางของตน เพราะอยู่ในช่วงฤดูฝน มีจีวรเก่า พากันเดินเหยียบย่ำโคลนตม จีวรเปรอะเปื้อนโคลนเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน
พระพุทธองค์ ทรงทราบความลำบาก ของพระภิกษุเหล่านั้น และเห็นว่า
กฐินตฺถาโร จ นาเมส สพฺพพุทฺเธหิ อนุญฺญาโตฯ
การกรานกฐินนี้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ได้ทรงอนุญาตมา
ดังนั้น จึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุ ผู้ที่อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว รับผ้ากฐินของผู้มีจิตศรัทธาถวายได้ เมื่อได้รับแล้ว มีความสามัคคีร่วมกัน ทำให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย จะได้รับอานิสงส์ หรือ ความยกเว้น ในการผิดพระธรรมวินัย 5 ประการ
นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ได้ทราบพระบรมพุทธานุญาต และ ได้ถวายผ้ากฐินเป็นบุคคลแรก
กฐิน มีกี่ประเภท?
กฐินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ กฐินหลวง และ กฐินราษฎร์
1.) กฐินหลวง
เมื่อพระพุทธศาสนา ได้เข้ามาประดิษฐานในประเทศไทย และประชาชนคนไทย ที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ได้ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาว่า เป็นศาสนาประจำชาติแล้ว การทอดกฐิน ก็ได้กลายเป็นประเพณี ของบ้านเมืองมาโดยลำดับ
พระเจ้าแผ่นดิน ผู้ปกครองบ้านเมือง ได้ทรงรับเรื่องกฐินนี้ขึ้นเป็น พระราชพิธีอย่างหนึ่ง ซึ่งทรงบำเพ็ญเป็นการประจำ เมื่อถึงเทศกาลทอดกฐิน
การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเกี่ยวกับกฐิน โดยรับขึ้นเป็นพระราชพิธีนี้ เป็นเหตุให้เรียกกันว่า กฐินหลวง
วัดใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพระอารามหลวง หรือ วัดราษฎร์ หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไป ทรงถวายผ้าพระกฐินแล้ว เรียกว่า กฐินหลวง ทั้งสิ้น มิใช่กำหนดว่า ทอดที่พระอารามหลวงเพียงอย่างเดียว จึงจะเรียกว่า กฐินหลวง
แต่สมัยต่อมา เรื่องของกฐินหลวง ได้เปลี่ยนไปตามภาวการณ์ ของบ้านเมือง เช่น ประชาชนมีศรัทธา เจริญรอยตามพระราชศรัทธา ของพระเจ้าแผ่นดิน ได้รับพระมหากรุณาให้ ถวายผ้าพระกฐิน ได้ตามสมควรแก่ฐานะ เป็นเหตุให้แบ่งแยก กฐินหลวง ออกเป็นประเภทๆ ดังปรากฏในปัจจุบัน คือ
1.1.) กฐินที่กำหนดเป็นพระราชพิธี
เป็นกฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินไป ถวายผ้าพระกฐินด้วยพระองค์เอง หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ หรือองคมนตรี หรือผู้ที่ทรงเห็นสมควร เป็นผู้แทนพระองค์ นำผ้าพระกฐินพระราชทาน ไปทอดถวาย ณ พระอารามหลวง ที่สำคัญ ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค ซึ่งทางราชการกำหนดขึ้น มีทั้งหมด 16 วัด เป็นประจำทุกปี
พระอารามหลวง หรือ วัดหลวง 16 วัด ดังกล่าวนั้น มีดังนี้
1.) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จังหวัดกรุงเทพมหานคร
2.) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร
3.) วัดสุทัศน์เทพวราราม จังหวัดกรุงเทพมหานคร
4.) วัดบวรนิเวศวิหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร
5.) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จังหวัดกรุงเทพมหานคร
6.) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จังหวัดกรุงเทพมหานคร
7.) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม จังหวัดกรุงเทพมหานคร
8.) วัดเทพศิรินทราวาส จังหวัดกรุงเทพมหานคร
9.) วัดราชาธิวาส จังหวัดกรุงเทพมหานคร
10.) วัดมกุฎกษัตริยาราม จังหวัดกรุงเทพมหานคร
11.) วัดอรุณราชวราราม จังหวัดกรุงเทพมหานคร
12.) วัดราชโอรสาราม จังหวัดกรุงเทพมหานคร
13.) วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
14.) วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
15.) วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
16.) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก
กฐินที่กำหนดเป็นพระราชพิธีนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังออกหมายกำหนดการ เสด็จพระราชดำเนิน ไว้อย่างเรียบร้อย เป็นประจำทุกปี จึงไม่มีการจองล่วงหน้า
1.2.) กฐินต้น
เป็นกฐินที่เกิดขึ้นเพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดที่มิใช่พระอารามหลวง หรือ วัดหลวง แต่เป็นวัดราษฎร์วัดใดวัดหนึ่ง และมิได้เสด็จไปอย่างเป็นทางราชการ หรืออย่างเป็นพระราชพิธี แต่เป็น การบำเพ็ญพระราชกุศลส่วนพระองค์ โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1.) เป็นวัดที่ยังไม่เคย เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน มาก่อน
2.) ประชาชนมีความเลื่อมใสในวัดนั้นมาก
3.) ประชาชนในท้องถิ่นนั้น ไม่ค่อยมีโอกาส ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไป จะได้มีโอกาส เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท อย่างใกล้ชิดด้วย
1.3.) กฐินพระราชทาน
เป็นกฐินที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานผ้าพระกฐินของหลวง แก่ผู้ที่กราบบังคมทูลขอพระราชทาน เพื่อไปทอดถวาย ณ พระอารามหลวง หรือ วัดหลวงอื่นๆ ที่มิใช่ 16 วัด ซึ่งทางราชการกำหนดขึ้นเป็น พระราชพิธี
เหตุที่เกิดกฐินพระราชทาน ก็เพราะว่าปัจจุบัน พระอารามหลวง หรือ วัดหลวง มีเป็นจำนวนมาก จึงเปิดโอกาสให้ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรม องค์กรเอกชน ตลอดจน คณะบุคคล หรือบุคคลที่สมควร รับพระราชทานผ้ากฐินไปถวายได้ และผู้ที่ได้รับพระราชทาน จะเพิ่มไทยธรรมเป็นส่วนตน โดยเสด็จพระราชกุศล ตามกำลังศรัทธาด้วยก็ได้
ปัจจุบัน ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรม องค์กรเอกชน คณะบุคคล หรือบุคคลใด มีความประสงค์จะ รับพระราชทานผ้าพระกฐิน ไปถวาย ณ พระอารามหลวงวัดใด ก็ติดต่อไปยังกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ตามระเบียบ ซึ่งเท่ากับเป็น การจองกฐินไว้ก่อนนั่นเอง
2.) กฐินราษฎร์
เป็นกฐินที่ พุทธศาสนิกชนผู้มีศรัทธา นำผ้ากฐินของตนไปทอด ณ วัดต่าง ๆ ซึ่งตนมีศรัทธาเป็นการเฉพาะ เว้นไว้แต่วัด ที่ได้กล่าวมาแล้วในเรื่องกฐินหลวง การทอดกฐินของราษฎร ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย เป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบัน มีชื่อเรียกแตกต่างกัน คือ
2.1.) กฐิน หรือ มหากฐิน
เป็นกฐินที่ประชาชนนำไปทอด ณ วัดใดวัดหนึ่ง ซึ่งตนมีศรัทธาเป็นการเฉพาะ กล่าวคือ ท่านผู้ใดมีศรัทธาจะทอดกฐิน ณ วัดใด ก็นำผ้ากฐินจัดเป็นองค์กฐิน อาจถวายของอื่น ๆ ไปพร้อมกับองค์กฐิน เรียกกันว่า บริวารกฐิน ตามที่นิยมกันมีปัจจัย 4 คือ เครื่องอาศัยของพระภิกษุสามเณร มีไตรจีวร บริขารอื่นๆ ที่จำเป็น เป็นของที่ สมควรแก่พระภิกษุสงฆ์จะบริโภค
นอกจากนี้ ยังมีธรรมเนียมที่เจ้าภาพ จะต้องมีผ้าห่มพระประธาน และเทียนสำหรับจุดในเวลาที่พระภิกษุ สวดพระปาติโมกข์ ที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า เทียนปาติโมกข์ จำนวน 24 เล่ม และมีธงผ้าขาวเขียน รูปจระเข้หรือสัตว์น้ำอื่น เช่น ปลา นางเงือก สำหรับปักหน้าวัด ที่อยู่ตามริมแม่น้ำ
เมื่อทอดกฐินเสร็จแล้ว และมีธงผ้าขาวเขียนเป็นรูปตะขาบ ปักไว้หน้าวัด สำหรับวัดที่ตั้งอยู่บนดอยไกลแม่น้ำ เพื่อแสดงให้ทราบว่า วัดนั้น ๆ ได้รับกฐินแล้ว และอนุโมทนาร่วมกุศลด้วยได้
อนึ่ง ยังมีประเพณีนิยมอีกอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับเวลาของการทอดกฐิน ถ้าเป็นเวลาเช้าจะมีการทำบุญถวายอาหารเพล แก่พระภิกษุสามเณรในวัด
2.2.) จุลกฐิน
ปัจจุบัน วัฒนธรรมประเพณีไทยหลายอย่าง ได้ค่อย ๆ เลือนหายไปจากสังคมไทย หนึ่งในนั้นก็คือ ประเพณีจุลกฐิน หรือ กฐินน้อย ซึ่งเป็นกฐิน ที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว เดิมเรียกว่า กฐินแล่น ความหมาย คือ เร่งรีบ ต้องแล่น หรือ วิ่ง จึงจะเสร็จทันกาล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือ และความสามัคคีของคนหมู่มาก จึงไม่ค่อยมีใครนิยมทำกันนัก
ด้วยเป็นกฐิน ที่ต้องทำด้วยความเร่งรีบ เจ้าภาพผู้ที่จะทอดกฐินเช่นนี้ได้ ต้องมีพวกมาก มีกำลังมาก เพราะต้องเริ่มตั้งแต่ นำฝ้ายที่แก่ใช้ได้แล้ว แต่ยังอยู่ในฝัก มีปริมาณให้พอแก่การ ที่จะทำเป็นผ้าจีวรผืนใดผืนหนึ่งได้ แล้วทำพิธีสมมติว่า ฝ้ายจำนวนนั้นได้มีการหว่าน แตกงอกออกต้น เติบโต ผลิดอก ออกฝัก แก่ สุก แล้วเก็บมาอิ้วเอาเมล็ดออก ดีดเป็นผง ทำเป็นเส้นด้าย เปียออกเป็นใจ กรอออกเป็นเข็ด แล้วฆ่าด้วยน้ำข้าว ตากแห้ง ใส่กงปั่นเส้นหลอด ใส่กระสวยเครือ แล้วทอเป็นแผ่นผ้า ตามขนาดที่ต้องการ นำไปทอดเป็นผ้ากฐิน
เมื่อพระสงฆ์รับผ้านั้นแล้ว มอบแก่พระภิกษุผู้เป็นองค์ครอง ซึ่งพระองค์ครอง จะจัดการต่อไปตามพระวินัย
หลังจากนั้น ผู้ทอดต้องช่วยทำต่อ คือนำผ้านั้นมาขยำทุบซัก แล้วตากให้แห้ง นำมาตัดเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่ง แล้วเย็บย้อม ตากแห้ง พับ รีดเสร็จเรียบร้อย แล้วนำไปถวายองค์ครองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ท่านทำพินทุอธิษฐาน เสร็จแล้วจะมีการประชุมสงฆ์แจ้งให้ทราบ พระภิกษุทั้งหมดจะอนุโมทนา เป็นเสร็จพิธี
ในกรณีผู้ทอดจุลกฐิน ไม่มีกำลังมากพอ จะตัดตอนพิธีการในตอนต้น ๆ ออกเสียก็ได้ โดยเริ่มด้วย การเอาผ้าขาวผืนใหญ่มา กะประมาณให้พอ ที่จะตัดเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่ง แล้วนำไปทอด เมื่อพระภิกษุสงฆ์ ท่านนำไปดำเนินการตามพระวินัยแล้ว ก็ช่วยทำต่อจากท่าน คือ ซัก ตัด เย็บ ย้อมให้เสร็จ แล้วนำกลับไปถวายองค์ครอง เพื่อพินทุอธิษฐานต่อไป เหมือนวิธีที่กล่าวมาแล้ว
อนึ่ง ข้อที่ควรกำหนดคือ จุลกฐินจะเป็นวิธีใดวิธีหนึ่งก็ตาม จะต้องทำให้เสร็จในวันเดียว เริ่มต้นตั้งแต่เวลาเช้า ถึงย่ำรุ่งของวันรุ่งขึ้น คือต้องทำให้เสร็จ ก่อนรุ่งอรุณของวันใหม่ ไม่เช่นนั้นแล้ว กฐินนั้นไม่เป็นกฐิน
ส่วนบริวารของจุลกฐิน ผ้าห่มพระประธาน และเทียนปาติโมกข์ ตลอดจน ธงจระเข้ ธงตะขาบ ก็คงเป็นเช่นที่กล่าวมาแล้วในเรื่องกฐิน หรือ มหากฐิน ในปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยนิยมทำกันแล้ว
2.3.) กฐินสามัคคี
เป็นกฐินที่มีเจ้าภาพหลายคนร่วมกัน แต่เพื่อไม่ให้การจัดงานยุ่งยากมากเกินไป ก็มักจะตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งดำเนินการ แล้วมีหนังสือบอกบุญไปยังผู้อื่นด้วย เมื่อได้ปัจจัยมาเท่าไร ก็จัดผ้าอันเป็นองค์กฐิน รวมทั้งบริวาร ปัจจัยที่เหลือก็ถวายวัด เพื่อทางวัดจะนำไปใช้จ่ายในทางที่ควร
กฐินสามัคคีนี้ มักนำไปทอดยังวัดที่กำลังมีการก่อสร้าง หรือกำลังบูรณปฎิสังขรณ์ เพื่อสมทบทุน ให้สิ่งอันพึงประสงค์ของวัดสำเร็จ
2.4.) กฐินตกค้าง
กฐินนี้มีชื่อเรียกอีกว่า กฐินตก หรือ กฐินโจร
ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน ได้กล่าวถึงเหตุผลที่เกิดกฐินตกค้างนี้ ว่า
แต่ที่ทำกันเช่นนี้ ทำกันอยู่ในท้องถิ่นที่มีวัดมาก ซึ่งอาจมีวัดตกค้าง ไม่มีใครทอดก็ได้ จึงมักมีผู้ศรัทธา ไปสืบเสาะหาวัดอย่างนี้ เพื่อทอดกฐิน ตามปกติในวันใกล้ ๆ จะสิ้นหน้าทอดกฐิน หรือในวันสุดท้าย คือวันก่อนแรมค่ำหนึ่ง ของเดือน 12
ทอดกฐินอย่างนี้ เรียกกันว่า กฐินตกค้าง หรือเรียกว่า กฐินตก บางถิ่นก็เรียก กฐินโจร เพราะกิริยาอาการที่ไปทอดอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว จู่ ๆ ก็ไปทอด ไม่บอกกล่าวเล่าสิบล่วงหน้าไว้ให้วัดรู้ เพื่อเตรียมตัวกันได้พร้อมและเรียบร้อย
การทอดกฐินตก ถือว่า ได้บุญอานิสงส์แรงกว่า ทอดกฐินตามปกติธรรมดา บางทีเตรียมข้าวของ ไปทอดกฐินหลาย ๆ วัด แต่ได้วัดทอดน้อยวัด เครื่องไทยธรรม ที่ตระเตรียมเอาไปทอด ยังมีเหลืออยู่ หรือทางวัดทอดไม่ได้ ก็เอาเครื่องไทยธรรมเหล่านั้น จัดทำเป็นผ้าป่า เรียกกันว่า ผ้าป่าแถมกฐิน
การแก้ปัญหาเรื่องกฐินตกค้าง ในกรณีที่วัดใดวัดหนึ่ง ไม่มีผู้จองกฐิน วิธีแก้ปัญหาคือ ใครก็ได้ที่มีศรัทธา และมีทุนไม่มาก ไปซื้อผ้าสำเร็จรูปผืนใดผืนหนึ่ง นำมาถวาย ก็เรียกว่า ทอดกฐินแล้ว หรือในกรณีที่บางวัด มีประเพณีให้ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จในวันนั้น ก็ซื้อผ้าขาวผืนเดียวมาถวาย ก็จัดเป็นการทอดกฐิน ที่สมบูรณ์ตามพระธรรมวินัยแล้ว เป็นอันแก้ปัญหาเรื่องกฐินตกค้าง อย่างง่ายเพียงเท่านี้
อานิสงส์สำหรับพระภิกษุผู้ได้รับกฐินแล้ว
พระพุทธเจ้า ทรงอนุญาตให้พระภิกษุ ผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือน รับผ้ากฐินได้ เมื่อได้รับแล้ว มีความสามัคคีร่วมกัน ทำให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย จะได้รับอานิสงส์ หรือความยกเว้นในการผิดพระธรรมวินัย 5 ประการ คือ
1.) จาริกไปที่อื่นได้โดยไม่ต้องบอกลา เพื่อนสหธรรมิกด้วยกัน คือ พระภิกษุรับนิมนต์ไว้ในที่แห่งหนึ่ง สามารถไปที่เรือนอื่นได้ ในเวลาก่อนฉันหรือหลังฉัน โดยมิต้องบอกลาพระภิกษุอื่น
2.) จาริกไปที่อื่นได้ โดยไม่ต้องนำผ้าไตรจีวร ไปครบชุด คือ พระภิกษุสามารถอยู่ ปราศจากผ้าผืนใดผืนหนึ่ง ที่อธิษฐานเป็นผ้าไตรจีวรได้
3.) ฉันคณโภชน์ได้ คือ ทายกทายิกานิมนต์รับอาหาร โดยระบุชื่ออาหาร พระภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปรับแล้ว นำมาฉันรวมกันเป็นหมู่คณะ และฉันพร่ำเพรื่อในเวลาได้
4.) เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามต้องการ คือ พระภิกษุสามารถ เก็บผ้าจีวร นอกจากผ้าไตรได้
5.) จีวรเกิดขึ้นในวัดนั้น เธอมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่ง คือ ผู้มีจิตศรัทธา น้อมนำจีวรมาถวาย เธอจะได้รับสิทธิ์เท่าเทียม กับพระภิกษุในวัดนั้น กล่าวคือ มีส่วนได้อดิเรกลาภ หรือ ลาภพิเศษ ที่เกิดขึ้นในวัดนั้น
พระภิกษุผู้ได้รับกฐินแล้ว จะได้รับอานิสงส์นี้ เป็นเวลา 4 เดือน ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4
|