การกรวดน้ำในงานบุญ เป็นการอุทิศแผ่ส่วนกุศล ที่ตนบำเพ็ญแล้วนั้น ส่งไปให้แก่บุรพชนตลอดจนสรรพสัตว์ และตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อความดีต่อไป หรืออธิษฐานในสิ่งประสงค์ ที่ดีงาม ให้สำเร็จตามความปรารถนา
การกรวดน้ำ คือ การรินน้ำหลั่งลงให้เป็นสาย อันเป็นเครื่องหมายแห่งสายน้ำใจ อันบริสุทธิ์ ตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ที่ตนได้ทำมาในวันนั้น ให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
ถ้าผู้ล่วงลับนั้น เป็นผู้มีอาวุโสน้อยกว่า เช่น เป็นบุตร ธิดา เป็นน้อง หรือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ชื่อว่าได้แผ่เมตตากรุณาธรรมของตน ไปสู่ผู้ล่วงลับเหล่านั้น
ถ้าผู้ล่วงลับเป็นผู้อาวุโสมากกว่า เช่น เป็นบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นพี่ เป็นครูอาจารย์ เป็นต้น ก็ชื่อว่า ได้แสดงความกตัญญูกตเวทิตา ต่อท่านเหล่านั้น
การรับพรพระ คือ อาการที่เจ้าภาพนอบน้อม ทั้งกายและใจ รับความปรารถนาดี ที่พระภิกษุสงฆ์ตั้งกัลยาณจิต สวดประสิทธิ์ประสาท ให้เจ้าภาพรอดพ้น จากอันตรายภัยพิบัติทั้งหลาย และเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เป็นต้น
การกรวดน้ำนั้น มีมาตั้งแต่อดีตกาล ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ยังทรงพระชนมชีพอยู่ ดังเรื่องราวที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ใน อรรถกถามงคลสูตร ว่า
ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปุสสะ ทรงอุบัติขึ้น พระราชบุตร 3 พระองค์ ของพระเจ้าชัยเสน แห่งกาสิกนคร มีศรัทธาที่จะถวายภัตตาหาร แด่พระปุสสพุทธเจ้า และพระภิกษุสงฆ์สาวก ติดต่อกันหลายวัน จึงประทานทรัพย์ เป็นค่าใช้จ่ายเป็นอันมาก และขอความร่วมมือ จากพระประยูรญาติ และข้าทาสบริวารคนรับใช้ ทั้งเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ให้ช่วยเหลือในกิจนั้น ๆ
ด้วยบุคคลเหล่านั้น บางพวกก็เต็มใจช่วยเหลือ จัดทำกิจต่าง ๆ ด้วยความเต็มใจ ด้วยหวังบุญกุศล
แต่บางพวกถูกความโลภเข้าครอบงำ เห็นเงินทองที่เขาให้นำมาทำอาหาร และซื้อของเข้า ก็เกิดความโลภอยากได้ จึงยักยอกเอาไว้ใช้ส่วนตัวเสียบ้าง ทำแต่ของเลว ๆ ถวายพระ แต่ไปแจ้งว่าซื้อแต่ของดี ๆ บ้าง นำอาหารที่ทำไว้สำหรับพระ ไปกินเองเสียบ้าง นำไปให้ลูกหลานตัวเองกินบ้าง ทำให้การเลี้ยงพระคราวนั้น ผ่านไปด้วยความไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร
แต่ราชบุตรทั้งสาม ก็ไม่ว่ากล่าวอย่างไร ตั้งใจเป็นบุญเป็นกุศลแล้ว ใครจะยักยอกอย่างไร ก็รักษาใจศรัทธาไว้ได้ ไม่ให้ขุ่นมัว
บุคคลทั้งหมดนี้ เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว พวกราชบุตร และผู้ที่เต็มใจช่วยเหลือในงานนั้น ได้ไปสู่สุคติภูมิ เมื่อจุติจากสุคตินั้นแล้ว กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกในสมัย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี้ ราชบุตรองค์โต ได้มาเป็นพระเจ้าพิมพิสาร พระราชาแห่งเมืองราชคฤห์ เมืองหลวงแคว้นมคธ ที่เหลือก็เกิดเป็นพระประยูรญาติ และบริวารประชาชนในเมืองราชคฤห์นั้น
ส่วนพวกที่ยักยอกเงินทองทำบุญ และกินของก่อนถวายพระ ครั้นสิ้นชีพแล้ว ได้ไปเกิดเป็นเปรตรูปร่างต่าง ๆ มีรูปร่างผ่ายผอม หิวโหยอดอยาก เฝ้ารอคอยส่วนบุญที่ญาติ ๆ ของตนจะอุทิศไปให้จากโลกนี้ แต่รอคอยมาหลายพุทธันดร ก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้รับ
ต่อมาเมื่อพระเจ้าพิมพิสาร ทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ความหวังของเปรตเหล่านั้น ก็เรืองรองขึ้นมาบ้าง แต่พระเจ้าพิมพิสาร ครั้นทรงบำเพ็ญบุญ ในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก เช่น ทรงถวายอุทยานสวนไผ่ ให้เป็นพระอาราม ที่ประทับของพระพุทธองค์ พร้อมพระภิกษุสงฆ์สาวกทั้งหลาย เป็นแห่งแรกชื่อว่า วัดเวฬุวัน และได้ถวายปัจจัย 4 เสมอมา
แต่พระเจ้าพิมพิสาร ก็ไม่เคยได้อุทิศส่วนบุญนั้น ๆ ให้กับผู้ใดเลย พวกเปรตที่เป็นญาติของพระองค์เหล่านั้น ผู้รอคอยส่วนบุญอยู่ จึงผิดหวังทุกครั้ง มาคืนหนึ่งจึงได้แสดงตัว ส่งเสียงร้องครวญคราง และให้พระเจ้าพิมพิสาร เห็นรูปร่างของตน พระเจ้าพิมพิสารทรงสะดุ้ง ตกพระทัยเป็นอันมาก
พอรุ่งเช้า พระเจ้าพิมพิสาร จึงรีบไปทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องอดีตชาติให้ทรงทราบ พระเจ้าพิมพิสารทูลถามว่า ถ้าพระองค์ถวายทาน แล้วอุทิศในตอนนี้ พวกญาติเหล่านั้นจะได้รับส่วนบุญหรือไม่
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสว่าได้รับ พระเจ้าพิมพิสาร จึงทรงเตรียมการถวายภัตตาหาร แด่พระภิกษุสงฆ์ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข
ครั้นพระภิกษุสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว พระเจ้าพิมพิสาร จึงทรงหลั่งทักษิโณทก อุทิศส่วนกุศลว่า
“อิทัง เม ญาตีนัง โหตุฯ”
“ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ของข้าพเจ้าด้วยเถิด”
ทันใดนั้น เปรตผู้เป็นญาติทั้งหลายเหล่านั้น ต่างก็อิ่มหนำสำราญด้วยอาหารทิพย์
วันต่อมา พระเจ้าพิมพิสาร ได้ถวายไตรจีวร เสนาสนะ และเภสัช เป็นต้น แด่พระภิกษุสงฆ์อีก แล้วทรงกรวดน้ำอุทิศ ไปให้เปรตเหล่านั้นทุกครั้ง เปรตเหล่านั้นก็ได้รับส่วนบุญเหล่านั้นทุกครั้ง และไปเกิดตามกรรมของตน ไม่มารบกวนพระเจ้าพิมพิสารอีกเลย
ฉะนั้น การกรวดน้ำ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานกว่า 2,500 ปี และยังเป็นสิ่งที่ควรกระทำทุกครั้ง หลังบำเพ็ญบุญในพระพุทธศาสนา เพื่ออุทิศส่วนบุญ ให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบรรพบุรุษบุพการี ญาติสนิทมิตรสหาย หรือลูกหลานก็ตาม
|