
“พระสัพพัญญูเจ้า” เป็นพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๔ คืบ หล่อขัดเงา ไม่ปิดทอง
ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี ประดิษฐานที่พระอุโบสถวัดสุปัฏนารามวรวิหาร อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
ประวัติ “วัดสุปัฏนารามวรวิหาร” หรือ “วัดสุปัฏนาราม” แห่งนี้ เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๖
ปัจจุบันวัดสุปัฏนารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร และเป็นวัดธรรมยุตวัดแรกของจังหวัดอุบลราชธานี มีเนื้อที่อาณาเขตทั้งสิ้น ๒๑ ไร่ ๓๘ ตารางวา ตั้งอยู่ถนนสุปัฏ ต.ในเมือง อ.เมือง มีทำเลที่ตั้งอยู่ติดแม่น้ำมูล สร้างในสมัยพระพรหมราชวงศา (พระอุปราชกุทอง) เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนที่ ๓
สำหรับการพระราชทานนามว่า “วัดสุปัฏนาราม” มีความหมายของคำ ๒ นัย คือ
(๑) หมายถึงวัดที่มีสถานที่ตั้งเหมาะสมเพื่อเป็นท่าเรืออย่างดี เพราะอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล สะดวกต่อการเดินทางและการออกบิณฑบาต
(๒) หมายถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นศาสนสถานเปรียบดั่งท่าเรือ ที่ให้มวลมนุษย์ข้ามพ้นโอฆสงสารไปได้
การสร้างวัดสุปัฏนารามนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กรมการเมืองอุบลราชธานีในขณะนั้น คือ พระพรหมราชวงศา เลือกพื้นที่สำหรับดำเนินการสร้างวัดเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๓ จากการสำรวจพื้นที่พบว่า บริเวณท่าเหนือช่วงบ้านบุ่งกาแซว (ปัจจุบันเป็นชุมชนบุ่งกาแซว ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนคร) เป็นสถานที่เงียบสงบเหมาะให้พระภิกษุสงฆ์ใช้เป็นที่บำเพ็ญศาสนกิจ และสะดวกต่อการโคจรบิณฑบาต จึงก่อสร้างวัดให้เสร็จสิ้นลงเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๖
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระพรหมราชวงศาอาราธนาพระพันธุโลเถร (ดี) และพระเทวธมมี (ม้าว) มาครองวัด จนกระทั่งถึง พ.ศ.๒๔๗๘ สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดให้ใหม่ สมกับเป็นอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ว่า “วัดสุปัฏนารามวรวิหาร”
กล่าวได้ว่า วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้านการศาสนา มี “พระอุโบสถ” เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสาน โดยหลังคาเป็นแบบไทย ส่วนกลางของตัวพระอุโบสถเป็นแบบยุโรป (เยอรมัน) ส่วนฐานสร้างแบบขอมโบราณ
ลักษณะโดดเด่นอีกประการ คือ ตัวพระอุโบสถไม่มีหน้าต่าง แต่ทำเป็นประตูโดยรอบ มีขนาดกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๔ เมตร สูง ๒๒ เมตร สำหรับสถาปนิกผู้ออกแบบพระอุโบสถหลังใหม่นี้ คือ หลวงสถิตย์นิมานกาล (ชวน สุปิยพันธุ์) นายช่างทางหลวงแผ่นดิน สร้างตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๓ แล้วเสร็จ พ.ศ.๒๔๗๓ สิ้นค่าก่อสร้าง ๗๐,๐๐๐ บาท
ส่วนพระอุโบสถหลังเดิม มีขนาดกว้าง ๘ ศอก ยาว ๑๑ วา ๒ ศอก สร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ด้วยพระอุโบสถหลังเก่าได้ชำรุดทรุดโทรม ยากแก่การบูรณปฏิสังขรณ์
จึงได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่นี้ขึ้นแทน เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน อันมีนามว่า “พระสัพพัญญูเจ้า”
“พระสัพพัญญูเจ้า” สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๙ ก่อนการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๔ คืบ หล่อขัดเงา ไม่ปิดทอง เริ่มการหล่อเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๙ เวลา ๐๔.๐๓ น.
แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๙ (ก่อน พ.ศ.๒๔๘๓ ประเทศไทยได้นับเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปี และนับเดือนมีนาคมเป็นเดือนสุดท้ายของปี) ตั้งประดิษฐานรวมกับพระพุทธรูปสำคัญองค์อื่นๆ อีกหลายองค์ ทั้งนี้ โดยมี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เป็นองค์ผู้นำพา ในการหล่อ “พระสัพพัญญูเจ้า” และในการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่
นอกจากนี้ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ยังมี ‘หอศิลปวัฒนธรรม’ สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บรวบรวมศิลปะและโบราณวัตถุต่างๆ เช่น ทับหลัง ศิลาจารึก ที่ได้มาจากถ้ำภูหมาไน (ตั้งอยู่ในอำเภอสิรินธร)
เป็นจารึกที่มีข้อความคล้ายกับจารึกจิตรเสน ในสมัยเจนละ รวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ผู้ศรัทธารวบรวมมาถวายให้เป็นสมบัติของวัด
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้ เปิดให้ประชาชนเข้าชมได้เฉพาะเทศกาลสำคัญเท่านั้น
ส่วนการเข้ากราบไหว้บูชา “พระสัพพัญญูเจ้า” วัดเปิดให้ประชาชนเข้ากราบไหว้ได้อย่างใกล้ชิดทุกวันตามกำลังศรัทธา สิ่งที่ใช้ในการนมัสการ-กราบไหว้ขอพร ก็เป็นดอกไม้ธูปเทียนทั่วไป ไม่ได้มีการเน้นสิ่งใดเป็นกรณีพิเศษแต่ประการใด
ในอดีตชาวเรือที่เป็นชาวประมงน้ำจืดริมฝั่งแม่น้ำ หรือเป็นพ่อค้าวาณิชย์ที่ใช้เส้นทางน้ำเป็นเส้นทางค้าขาย
จะเลื่อมใสศรัทธาขอให้พระสัพพัญญูเจ้า เป็นผู้คอยปกปักรักษาภัยอันตรายต่างๆ ในการทำมาหากิน พระสัพพัญญูเจ้าจึงได้รับความเคารพเลื่อมใสศรัทธาอย่างมาก
ถึงแม้ปัจจุบันการทำการค้าผ่านเส้นทางน้ำได้ยกเลิกไปแล้ว แต่ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชน
ยังเข้ามากราบไหว้พระสัพพัญญูเจ้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันสำคัญ ผู้คนจะหลั่งไหลมากราบไหว้ขอพรจากองค์พระสัพพัญญูเจ้าไม่ขาดสาย
ที่มา : http://www.dhammajak.net/
|