ต่อมา พระเทวทัตปรารถนาจะเลี้ยงชีพด้วย โกหัญญกรรม คือ การหลอกลวงสืบไป เพื่อจะเเสดงว่า ตนเป็นผู้เคร่งครัด ได้เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลขอวัตถุ 5 ประการ เพื่อให้พระพุทธเจ้าบัญญัติ ให้ภิกษุทั้งหลายปฎิบัติโดยเคร่งครัด คือ
1.) ให้อยู่ในเสนาสนะป่าเป็นวัตร
2.) ให้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร
3.) ให้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
4.) ให้อยู่โคนไม้เป็นวัตร
5.) ให้งดฉันมังสาหารเป็นวัตร
ในวัตถุทั้ง 5 ภิกษุรูปใด จะปฎิบัติข้อใด ให้ถือข้อนั้นโดยเคร่งครัด คือให้สมาทานเป็นวัตร ปฎิบัติโดยส่วนเดียว
แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต ตรัสว่า “ไม่ควร ควรให้ปฎิบัติได้ตามศรัทธา” ด้วยทรงเห็นว่า ยากแก่การปฎิบัติ เป็นการเกินพอดี ไม่เป็นทางสายกลางสำหรับบุคคลทั่วไป
พระเทวทัตโกรธแค้น ไม่สมประสงค์ กล่าวโทษพระพุทธเจ้า ประกาศว่า คำสอนของตนประเสริฐกว่า ทำให้ภิกษุที่บวชใหม่ มีปัญญาน้อย หลงเชื่อ ยอมทำตนเข้าเป็นสาวก
ครั้นพระเทวทัต ได้ภิกษุยอมเข้าเป็นพวกของตนแล้ว ก็พยายามทำสังฆเภท แยกจากพระพุทธเจ้า
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ ก็โปรดให้หาพระเทวทัตมาเฝ้า รับสั่งถาม พระเทวทัตก็ทูลตามความสัตย์ จึงตรัสห้ามปรามว่า
“ดูก่อนเทวทัต ท่านอย่าพึงทำเช่นนั้น อันสังฆเภทนี้ เป็นครุกรรมใหญ่หลางนัก”
พระเทวทัตมิได้สนใจในพระดำรัส ไปจากที่นั้น พบพระอานนท์ ในกรุงราชคฤห์ ได้บอกความประสงค์ของตนว่า
“ท่านอานนท์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะเลิกจากพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเลิกจากหมู่สงฆ์ทั้งปวง ข้าพเจ้าจะทำอุโบสถสังฆกรรม เป็นการภายในเฉพาะพวกของเราเท่านั้น”
พระอานนท์ได้นำความนั้น มากราบทูลพระพุทธเจ้า เมื่อทรงทราบแล้ว ก็บังเกิดธรรมสังเวช ทรงดำริว่า
“พระเทวทัตจะกระทำอนันตริยกรรม อันจะนำตัวให้ไปทนทุกข์ อยู่ในอเวจีมหานรก”
แล้วทรงเปล่งอุทานว่า
“กรรมใดไม่ดีด้วย ไม่เป็นประโยชน์ด้วย กรรมนั้นทำได้ง่าย ส่วนกรรมใดดีด้วย มีประโยชน์ด้วย กรรมนั้น ทำได้ยากยิ่งนัก”
ในที่สุด พระเทวทัตก็ประชุมภิกษุ ส่วนมากเป็นชาววัชชี บวชใหม่ ในโรงอุโบสถ ประกาศทำสังฆเภท จักระเภท แยกออกจากหมู่สงฆ์ทั้งปวง แล้วพาภิกษุเหล่านั้น ไปยังตำบลคยาสีสะ
ครั้นพระพุทธเจ้า ได้ทรงทราบเหตุนั้นแล้ว ตรัสบอกพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ไปนำภิกษุพวกนั้นกลับมา อัครสาวกทั้งสองรับพระบัญชาแล้ว ไปที่คยาสีสะนั้น แนะนำพร่ำสอนภิกษุเหล่านั้น ให้กลับใจ ด้วยอำนาจเทศนาปาฎิหาริย์ และอิทธิปาฎิหาริย์ต่าง ๆ ให้ภิกษุเหล่านั้น ได้บรรลุอมตธรรม แล้วพาภิกษุเหล่านั้น กลับมาเฝ้าพระบรมศาสดา
พระโกกาลิกะ ซึ่งเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของพระเทวทัต มีความโกรธ กล่าวโทษพระเทวทัต ที่ไปคบกับพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ให้พระอัครสาวกทั้งสอง พาภิกษุทั้งหลายกลับไปหมดสิ้น แล้วเตะเข้าที่อกของพระเทวทัต อย่างแรงด้วยกำลังโทสะ เป็นเหตุให้พระเทวทัต เจ็บปวดอย่างสาหัส ถึงอาเจียนเป็นเลือด ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส
เมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ไปประทับยังพระเชตวันวิหาร เมืองสาวัตถี ต่อมา พระเทวทัตก็อาพาธหนักลง ไม่ทุเลาถึง 9 เดือน กลับหวนคิดถึงพระพุทธเจ้า ใคร่จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เพราะคิดว่าชีวิตสังขารของตน คงจะดับสูญเร็ว ๆ นี้เป็นแน่แท้ จึงได้ขอร้องให้ภิกษุ ที่เป็นสาวกของตน ให้ช่วยพาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
ภิกษุพวกนั้นกล่าวว่า
“ท่านอาจารย์ เป็นเวรอยู่กับพระพุทธเจ้าหนักนัก ข้าพเจ้าทั้งหลาย พาไปเฝ้าไม่ได้หรอก”
พระเทวทัตจึงกล่าวว่า
“ท่านทั้งปวง อย่าให้เราพินาศฉิบหายเสียเลย แม้เราจะได้ทำเวร อาฆาตต่อพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้า อาจไม่ได้อาฆาตเรา แม้แต่น้อยหนึ่งก็ได้ เราจะไปขมาโทษ ขอให้พระองค์อภัยโทษ ด้วยน้ำพระทัยพระพุทธเจ้าเปี่ยมด้วยกรุณา ทรงพระการุญในพระเทวทัตก็ดี ในองคุลีมาลโจรก็ดี ในช้างนาฬาคีรีก็ดี ในพระราหุลผู้เป็นพระโอรสก็ดี เหมือนกันหมด”
เหตุนั้น พระเทวัตจึงขอร้อง วิงวอนอยู่บ่อยๆ ให้ภิกษุผู้เป็นศิษย์ ช่วยนำตัวไปเฝ้าพระพุทธเจ้า บรรดาภิกษุผู้เป็นศิษย์ มีความสงสาร จึงพร้อมกันยกพระเทวทัต ขึ้นนอนบนเตียง แล้วช่วยกันหามมา จากเมืองราชคฤห์ จนถึงเมืองสาวัตถี
ครั้นพระสงฆ์ทั้งหลายรู้ข่าว จึงเข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตได้ทำกรรมหนัก ไม่อาจเห็นตถาคต ในอัตตภาพนี้ได้เลย”
แม้ภิกษุทั้งหลาย จะได้เข้ากราบทูลให้ทรงทราบ เป็นระยะ ๆ หลายหน ถึงครั้งสุดท้าย พระเทวทัต ได้ถูกหามมาใกล้พระเชตวันวิหารแล้ว พระผู้มีพระภาค ก็ยังทรงรับสั่งเช่นเดิมอยู่อย่างนั้นอีกว่า
“ภิกษุทั้งหลาย แม้พระเทวทัต จะเข้ามาในพระเชตวัน พระเทวทัตก็จะไม่ได้เห็นตถาคต เป็นแน่แท้”
เมื่ออันเตวาสิกทั้งหลาย หามพระเทวทัตมาถึงสระโบกขรณี ซึ่งอยู่นอกพระเชตวันวิหาร จึงวางเตียงลงในที่ใกล้สระ แล้วก็ชวนลงอาบน้ำในสระนั้น
ส่วนพระเทวทัต ก็ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง ห้อยเท้าทั้งสองถึงพื้นดิน ประสงค์จะเหยียบยันกายขึ้นบนพื้นดิน ในขณะนั้น พื้นดินก็แยกออกเป็นช่อง สูบเอาเท้าทั้ง 2 ของพระเทวทัต ลงไปในแผ่นดินตามลำดับ
พระเทวทัตได้จมหายไปในพื้นดิน เหลือเพียงแค่คอ และกระดูกคาง ยังอยู่บนพื้นดิน
ในเวลานั้น พระเทวทัตได้กล่าวคาถา สรรเสริญบูชาพระพุทธเจ้าว่า
“พระผู้มีพระภาค เป็นอัครบุรุษ ยอดแห่งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย พระองค์เป็นสารถีฝึกบุรุษอันประเสริฐ พระองค์ทรงสมบูรณ์ ด้วยบุญลักษณ์ถึงร้อย และบริบูรณ์ด้วยสมันตจักษุญาณ หาที่เปรียบมิได้ ข้าพระองค์ ขณะนี้ มีเพียงกระดูกคางและศรีษะ กับลมหายใจเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ขอถึงพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ”
พอสิ้นเสียงแห่งคำนี้เท่านั้น ร่างของพระเทวทัต ก็จมหายลงไปในแผ่นพื้นดิน ไปบังเกิดในอเวจีมหานรก ด้วยบาปไม่เคารพในพระรัตนตรัย ประทุษร้ายในพระบรมศาสดา ทำสังฆเภทอันเป็นอนันตริยกรรม
ข่าวพระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ เป็นข่าวใหญ่เกรียวกราว ได้แพร่สะพัดไปในชาวนครสาวัตถี ไม่นานก็รู้กันทั่วกรุง โจษจันกันไปทั่วชุมนุมชน ด้วยเพิ่งจะรู้จะได้ยิน เพิ่งจะปรากฎ ผู้หนักในธรรม ก็เกิดความสังเวชสลดใจ คนใจบุญ ก็สะดุ้งต่อปาบ เห็นบาปเป็นภัยใหญ่หลวง คนที่เกลียดชังพระเทวทัต ก็พากันดีใจ โลดเต้นสาปแช่ง สมน้ำหน้าพระเทวทัตหนักขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
“บัดนี้ พระเทวทัต ไปบังเกิดในที่ไหน?”
พระบรมศาสดาตรัสว่า
“พระเทวทัต ไปบังเกิดในอเวจีมหานรก ภิกษุทั้งหลาย คนทำบาป ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ เมื่อละจากโลกนี้ไป ก็ย่อมทวีความเดือดร้อนยิ่งขึ้น”
|