ครั้นถึงวันที่ 7 มัลลกษัตริย์ทั้งหลาย ได้ปรึกษาพร้อมใจกัน ในการจะอัญเชิญพระสรีระของพระพุทธเจ้า ไปโดยทิศใต้แห่งพระนคร เพื่อถวายพระเพลิง ยังภายนอกพระนคร
เมื่อได้ปรึกษาตกลงกันแล้ว ก็เตรียมอัญเชิญพระสรีระศพ แต่ก็ไม่สามารถจะอัญเชิญไปได้ แม้แต่จะขยับเขยื้อน ให้เคลื่อนจากสถานที่สักน้อยหนึ่ง มัลลกษัตริย์พากันตกตะลึง ในเหตุอัศจรรย์ ที่ไม่เคยประสบเช่นนั้น จึงได้พร้อมกันไปเรียนถามพระอนุรุทธะเถระ ซึ่งเป็นประธานสงฆ์อยู่ ณ ที่นั้นว่า
“ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธะ ทำอย่างไร ข้าพเจ้าทั้งหลาย จึงจะสามารถเคลื่อนพระสรีระพระพุทธเจ้า จากสถานที่ประดิษฐานนั้นได้”
พระอนุรุทธะเถระตอบว่า
“เพราะพระองค์ทั้งหลาย ทำไม่ต้องประสงค์ของเทวดา เทวดาจึงไม่ยอมให้ พระพุทธสรีระเคลื่อนจากที่”
มัลลกษัตริย์จึงถามว่า
“เทวดาทั้งหลาย มีความประสงค์เป็นฉันใดเล่า ท่านพระอนุรุทธะ”
พระอนุรุทธะเถระตอบว่า
“เทวดาทุกองค์ มีความประสงค์ให้อัญเชิญพระสรีระศพ ของพระพุทธเจ้าเข้าพระนครก่อน โดยเข้าทางประตูทิศเหนือ เชิญไปในท่ามกลางพระนคร แล้วออกจากพระนคร โดยทางประตูทิศตะวันออก แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานถวายพระเพลิง ที่มกุฎพันธนะเจดีย์ ด้านทิศตะวันออกแห่งเมืองกุสินารา เทวดามีความประสงค์ดังนี้ เมื่อพระองค์ทำขัดกับความประสงค์ของเทวดา จึงไม่สำเร็จ”
ครั้นมัลลกษัตริย์ได้ทราบเช่นนั้น ก็ทรงผ่อนผันอนุวัตร ให้เป็นไปตามประสงค์ของเทวดา จัดการอัญเชิญพระสรีระศพของพระพุทธเจ้า เคลื่อนจากสถานที่นั้น ไปได้อย่างง่ายดาย แล้วก็อัญเชิญพระพุทธสรีระศพ ขึ้นประดิษฐานบนเตียงมาลาอาสน์ ซึ่งตกแต่งด้วยอาภรณ์อันวิจิตร แล้วเคลื่อนขบวนอัญเชิญไปโดยทางทิศเหนือ เข้าไปภายในแห่งพระนคร ประชาชนพากันมาชุมนุม เข้าขบวนแห่ตามพระพุทธสรีระศพ สุดจะประมาณได้ เสียงดุริยางค์ดนตรีแซ่ประสานกับเสียงมหาชน ดังสนั่นลั่นโกลาหลเป็นมหัศจรรย์ ทั้งดอกมณฑาอันเป็นของทิพย์ ในสรวงสวรรค์ ก็ล่วงหล่นลงมาสักการะบูชาพระพุทธเจ้า ขบวนมหาชนอัญเชิญพระพุทธสรีระศพ ได้ผ่านไปในวิถีทางท่ามกลางเมืองกุสินารา ประชาชนทุกถ้วนหน้า พากันสักการะบูชาทั่วทุกสถาน ตลอดทางที่พระพุทธสรีระศพจะแห่ผ่านไปตามลำดับ
|