เมื่อพระสาวกมีมาก พอจะเป็นกำลังช่วยพระองค์ ออกประกาศพระศาสนา เพื่อเป็นประโยชน์สุขแก่คนเป็นอันมากได้แล้ว ครั้นออกพรรษาแล้ว จึงส่งพระสาวกทั้ง 60 นั้นให้ออกไปประกาศพระศาสนา ด้วยพระดำรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เราได้พ้นแล้วจากบ่วงเครื่องรึงรัดทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้ท่านทั้งหลายก็เช่นกัน ท่านทั้งหลายจงเที่ยวไปในชนบท เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ชนเป็นอันมาก ต่างรูปต่างไป แต่ละทิศละทาง อย่าไปรวมกัน 2 รูป ในทางเดียวกัน จงแสดงธรรมประกาศพรหมจรรย์ อันบริสุทธิบริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสบังปัญญา ดุจธุลีในจักษุน้อย มีอยู่ เพราะโทษที่ไม่ได้ฟังธรรม ย่อมเสื่อมจากคุณที่จะพึงได้พึงถึง แล้วผู้ตรัสรู้ธรรม จักมีขึ้นตามโดยลำดับ แม้เราก็จักไปยังอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรมเช่นกัน”
ครั้นพระสาวกทั้ง 60 องค์ ถวายบังคมลาพระบรมศาสดา ออกจากป่าอิสิปตนะมิคทายวัน จาริกไปประกาศพระศาสนา ยังชนบทน้อยใหญ่ ตามพระพุทธประสงค์แล้ว ส่วนพระองค์ก็เสด็จดำเนินไปยังตำบลอุรุเวลา ครั้นถึงไร่ฝ้ายในระหว่างทาง เสด็จหยุดพักที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง
ขณะนั้น มาณพ ๓๐ คน ซึ่งเป็นสหายที่รักใคร่กัน เรียกว่า ภัททวัคคีย์ อยู่ในราชตระกูลแห่งราชวงศ์โกศล ต่างคนต่างพาภรรยาของตน ๆ มาหาความสำราญ บังเอิญสหายคนหนึ่งไม่มีภรรยา สหายเหล่านั้น จึงไปหาหญิงโสเภณีคนหนึ่งมาให้ เป็นเพื่อนร่วมความสำราญ
ครั้นภัททวัคคีย์เผลอไป ไม่ระแวดระวัง หญิงโสเภณีคนนั้น ได้ลักเอาเครื่องแต่งกาย และสิ่งของอันมีค่าหนีไป มาณพทั้ง 30 คนนั้น จึงออกเที่ยวติดตาม มาพบพระบรมศาสดาที่ไร่ฝ้ายนั้น มาณพเหล่านั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลถามว่า พระองค์ได้ทรงเห็นหญิงผู้นั้น มาทางนี้หรือไม่ พร้อมกับได้ทูลถึงพฤติการณ์ของหญิงนั้นให้ทราบด้วย
พระบรมศาสดาได้ทรงตรัสว่า
“ภัททวัคคีย์ ท่านทั้งหลายจะแสวงหาหญิงผู้นั้นดี หรือจะแสวงหาตนของตัวเองดี”
ครั้นสหายเหล่านั้นกราบทูลว่า แสวงหาตนดีกว่า จึงรับสั่งว่าถ้าเช่นนั้นจงตั้งใจฟัง เราจะแสดงธรรมแก่ท่านทั้งหลาย แล้วทรงแสดง อนุปุพพีกถา 5 และ อริยสัจ 4 ให้ภัททวัคคีย์มาณพทั้ง 30 นั้น ได้ดวงตาเห็นธรรม ประทานอุปสมบทให้เป็นภิกษุ แล้วทรงสั่งสอนให้บรรลุอริยผลเบื้องสูง
พระพุทธเจ้าทรงส่งพระภัททวัคคีย์ ไปประกาศพระศาสนา เช่นเดียวกับพระสาวก 60 องค์ก่อนนั้น พระอริยสงฆ์คณะนี้ ได้กราบทูลลาเดินทางไปยังเมืองปาวา ข้างใต้แห่งแว่นแคว้นโกศลชนบท
|