ครั้นนางมัลลิกา ผู้เป็นภรรยาของพันธุละเสนาบดี ซึ่งมีนิเวศน์อยู่ในนครนั้น ได้ทราบว่า ขบวนอัญเชิญพระพุทธสรีระศพจะผ่านทางนั้น นางก็มีความยินดี ที่จะได้อัญชลีอภิวาทเป็นครั้งสุดท้าย นางจึงดำริด้วยความเลื่อมใสว่า
“นับตั้งแต่ท่านพันธุละล่วงลับไปแล้ว เครื่องประดับอันมีชื่อว่า มหาลดาประสาธน์ เราก็มิได้ตกแต่ง คงเก็บรักษาไว้เป็นอันดี ควรจะถวายเป็นอาภรณ์ ประดับพระพุทธสรีระพระชินสีห์ ในอวสานกาลบัดนี้เถิด”
เครื่องอาภรณ์มหาลดาประสาธน์นี้ งามวิจิตร มีค่ามากถึง 90 ล้าน เพราะประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการ ในสมัยนั้นมีอยู่เพียง 3 เครื่อง คือ
1.) ของนางวิสาขา
2.) ของนางมัลลิกา ภรรยาท่านพันธุละ
3.) ของเศรษฐีธิดา ภรรยาท่านเทวปานิยสาระ
ซึ่งเป็นอาภรณ์ที่ได้รับยกย่องว่า เป็นของสำหรับผู้มีบุญ
ครั้นเมื่อขบวนอัญเชิญพระพุทธสรีระศพ ผ่านมาถึงหน้าบ้านนางมัลลิกา นางจึงได้ขอร้องแสดงความประสงค์ จะบูชาด้วยอาภรณ์มหาลดาประสาธน์
มหาชนผู้อัญเชิญพระพุทธสรีระศพ ก็วางเตียงมาลาอาสน์ ที่ประดิษฐานพระพุทธสรีระลง ให้นางมัลลิกาถวายอภิวาท เชิญเครื่องมหาลดประสาธน์ สวมพระพุทธสรีระศพ เป็นเครื่องสักการะบูชา
ขณะนั้นพระพุทธสรีระศพ ก็งามโอภาศ เป็นที่เจริญตาเจริญใจ ปรากฎแก่มหาชนทั้งหลาย ต่างพากันแซ่ซร้องสาธุการเป็นอันมาก แล้วมหาชนก็อัญเชิญพระพุทธสรีระศพ เคลื่อนจากที่นั้น ออกจากประตูเมืองด้านทิศตะวันออก ไปสู่มกุฏพันธนะเจดีย์
ครั้นถึงยังที่จิตรกาธาร อันสำเร็จด้วยไม้จันทน์หอม งามวิจิตร ซึ่งได้จัดทำไว้แล้ว ก็จัดการห่อพระพุทธสรีระศพ ด้วยทุกุลพัสตร์ภูษา 500 ชั้น แล้วก็อัญเชิญลงประดิษฐานในหีบทอง ซึ่งเต็มด้วยน้ำมันหอม ตามคำพระอานนท์เถระแจ้งสิ้นทุกประการ
|