ขณะที่โทณพราหมณ์ กำลังตักตวงพระบรมธาตุ ถวายกษัตริย์ทั้งหลายอยู่นั้น ท้าวสักกะอมรินทราธิราช ทราบด้วยทิพย์จักษุว่า โทณพราหมณ์ลอบหยิบเอาพระเขี้ยวแก้วข้างขวา ซ่อนไว้ในมวยผม จึงทรงดำริว่า
“กำลังโทณพราหมณ์ ไม่สามารถจะทำที่สักการะบูชา เชิดชูพระบรมธาตุนั้น ให้สมเกียรติอันสูงได้ สมควรจะเอาไปประดิษฐานไว้ยังเทวโลก ให้เทวดาและพรหมทั้งหลายสักการะบูชาเถิด”
ครั้นดำริแล้ว ก็แฝงพระกายลงมาหยิบเอาพระเขี้ยวแก้วข้างขวา เชิญลงสู่โกษทองน้อย ยกขึ้นทูลพระเศียรเกล้า อัญเชิญไปบรรจุไว้ที่พระจุฬามณีเจดีย์ ณ สุราลัยเทวสถาน
ฝ่ายโทณพราหมณ์ ครั้นแบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุ ถวายกษัตริย์ทั้งปวงเสร็จแล้ว ก็ยกมือขึ้น ค้นหาพระเขี้ยวแก้วข้างขวาบนมวยผม ไม่พบก็เสียใจเป็นอันมาก ครั้นจะไต่ถามหาตัวคนเอาไปว่า ผู้ใดมาลอบเอาพระเขี้ยวแก้วข้างขวา บนมวยผมไป ก็ไม่กล้าออกปาก ด้วยละอายแก่ใจ เกรงว่ากษัตริย์ทั้งหลายจะลงโทษ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติของตน จึงสงบใจไว้ ไม่แสดงอาการอันใดออกมา
แต่แล้ว โทณพราหมณ์ก็ดำริสืบไปว่า ทะนานทองใบนี้ ก็มีส่วนนับเนื่องในพระบรมสารีริกธาตุ เป็นของวิเศษ ควรแก่การสัการะบูชาอยู่ ควรที่จะอาตมา จะนำไปสร้างพระเจดีย์ บรรจุไว้เป็นที่สักการะบูชาเถิด
ครั้นตกลงใจเช่นนั้นแล้ว จึงกล่าวแก่กษัตริย์ทั้งปวงว่า
“ข้าแต่บพิตรทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอทะนานทองตวงพระบรมธาตุใบนี้ เพื่อจะอัญเชิญไปสร้างพระสถูปเจดีย์ บรรจุไว้เป็นที่สักการะบูชา”
กษัตริย์ทั้งหลาย ก็พร้อมใจกันยินยอม พระราชทานให้แก่โทณพราหมณ์ เพื่อไปสร้างพระตุมพเจดีย์บรรจุตามปรารถนา
ภายหลังกษัตริย์ในเมืองโมรีนคร ได้ทราบข่าวพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน จึงส่งราชฑูต ให้มาทูลขอพระบรมสารีริกธาตุ ณ เมืองกุสินารานคร ทั้งยกพลพยุหเสนาตามมาภายหลัง
กษัตริย์กุสินาราจึงแจ้งว่า พระบรมสารีริกธาตุนั้น กษัตริย์ทั้ง 8 พระนครได้ประชุม แบ่งปันกันหมดสิ้นแล้ว ยังอยู่แต่พระอังคาร ขอให้อัญเชิญพระอังคารไป ทำสักการะบูชาเถิด กษัตริย์โมรีนคร ก็อัญเชิญพระอังคารไป ทำสักการะบูชายังพระนครของตน
|