เวลานั้น พระมหากัสสปเถระ พาพระภิกษุสงฆ์ 500 เดินทางจากเมืองปาวา ไปเมืองกุสินารา เพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงวัน แสงแดดกล้า พระมหากัสสปเถระ จึงพาพระภิกษุสงฆ์ เข้าหยุดพักร่มไม้ริมทาง ด้วยคิดว่าตอนเย็น จึงจะเดินทางต่อไป
ครั้นพระมหากัสสปเถระ พักพอหายเหนื่อย ก็เห็นอาชีวกผู้หนึ่ง เดินถือดอกมณฑากั้นศีรษะมาตามทาง ก็นึกฉงนใจ ด้วยดอกมณฑานี้ หามีในมนุษย์โลกไม่ เป็นของทิพย์ในสุราลัยเทวโลก จะตกลงมาเฉพาะในเวลาสำคัญ ๆ คือ
1.) เวลาพระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์
2.) เวลาพระโพธิสัตว์ประสูติ
3.) เวลาพระโพธิสัตว์เสด็จออกสู่มหาภิเนกษกรม (ออกบวช)
4.) เวลาพระพุทธเจ้าตรัสรู้
5.) เวลาพระพุทธเจ้าแสดงธรรมจักร
6.) เวลาพระพุทธเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์
7.) เวลาพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก
8.) เวลาพระพุทธเจ้าปลงอายุสังขาร
9.) เวลาพระพุทธเจ้าปรินิพพาน
เท่านั้น ไฉนกาลบัดนี้ จึงเกิดมีดอกมณฑาอีกเล่า ทำให้ปริวิตกถึงพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้า จักเสด็จปรินิพพานแล้ว นึกสงสัย จึงได้ลุกขึ้น เดินเข้าไปใกล้อาชีวกผู้นั้น แล้วถามว่า
“ดูกรอาชีวก ท่านมาแต่ที่ใด”
อาชีวกนั้นตอบว่า
“ข้าพเจ้ามาจากเมืองกุสินารา”
พระมหากัสสปเถระถามว่า
“ท่านได้ทราบข่าวคราว ของพระบรมครูของเราบ้างหรือเปล่า อาชีวก”
อาชีวกกล่าวว่า
“พระสมณโคดม ครูของท่านนิพพานเสียได้ 7 วันแล้ว ดอกมณฑานี้ เราก็ได้มาแต่เมืองกุสินารา เพราะการนิพพานของพระสมณะโคดม พระองค์นั้นนั่นแหละ”
เมื่อภิกษุทั้งหลาย ที่เป็นปุถุชน ได้ฟังถ้อยคำ ของอาชีวกบอกเช่นนั้น ก็ตกใจมีหฤทัยหวั่นไหว ด้วยกำลังแห่งโทมนัส เศร้าโศก ปริเทวนาการ ร่ำไรถึงพระบรมศาสดา ฝ่ายพระสงฆ์ที่เป็นพระขีณาสพ ก็เกิดธรรมสังเวชสลดจิต
เวลานั้น มีภิกษุรูปหนึ่ง บวชเมื่อภายแก่ ชื่อ สุภัททะ เป็นวุฑฒิบรรพชิต มีจิตดื้อด้าน ด้วยสันดาลพาลชน เป็นอลัชชีมืดมน ย่อหย่อนในธรรมวินัย ลุกขึ้นกล่าวห้ามภิกษุทั้งหลายว่า
“ท่านทั้งปวง อย่าร้องไห้ร่ำไรไปเลย บัดนี้ เราพ้นอำนาจพระมหาสมณะแล้ว เมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ย่อมจู้จี้ เบียดเบียนบังคับบัญชาห้ามปรามเราต่าง ๆ นานา ว่าสิ่งนี้ควร สิ่งนี้ไม่ควร บัดนี้ พระองค์ปรินิพพานแล้ว เราปรารถนาจะทำสิ่งใด ก็จะทำได้ตามใจชอบ ไม่มีใครบังคับบัญชา ห้ามปรามแล้ว”
พระมหากัสสปเถระ ได้ฟังคำของพระสุภัททะ กล่าวคำจ้วงจาบพระบรมศาสดาเช่นนั้น ก็สลดใจยิ่งขึ้น ดำริว่า
“ดูเถิด พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปเพียง 7 วัน เท่านั้น ก็ยังเกิดมีอลัชชี มิจฉาจิต คิดลามก เป็นได้ถึงเช่นนี้ ต่อไปเมื่อหน้า จะหาผู้คารวะในพระธรรมวินัยไม่ได้ หากไม่คิดหาอุบายแก้ไขป้องกัน ให้ทันท่วงทีเสียแต่แรก เราจะพยายามทำสังคายนา ยกพระธรรมวินัยขึ้นไว้ เป็นที่เคารพแทนองค์พระพุทธเจ้าให้จงได้”
พระมหากัสสปเถระตั้งใจเช่นนั้นแล้ว ก็กล่าวธรรมกถาปลอบภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ให้ระงับดับความโศกแล้ว รีบพาพระสงฆ์บริวาร เดินทางไปยังเมืองกุสินารา ตรงไปยังมกุฏพันธนะเจดีย์
ครั้นถึงยังพระจิตรกาธาร ที่ประดิษฐานพระพุทธสรีระศพ พระบรมศาสดาแล้ว ก็ทำจีวรเฉวียงบ่า ประคองอัญชลี กระทำปทักษิณเวียนพระจิตรกาธาร 3 รอบแล้ว เข้าสู่ทิศเบื้องพระยุคลบาท น้อมถวายอภิวาทแล้วตั้งอธิษฐานจิตว่า
“ขอให้พระบรมบาททั้งคู่ ของสมเด็จพระบรมครู ผู้ทรงพระเมตตา เสด็จไปประทานอุปสมบท แก่ข้าพระพุทธเจ้า ผู้มีนามว่ากัสสปะ ณ ร่มไม้พหุปุตตนิโครธ ทั้งยังทรงพระมหากรุณา โปรดประทานมหาบังสุกุลจีวรส่วนพระองค์ ให้ข้าพระองค์ได้ร่วมพระพุทธบริโภคโดยเฉพาะ จงออกจากหีบทอง รับอภิวาทแห่งข้าพระพุทธเจ้ากัสสปะ ซึ่งตั้งใจมาน้อมถวายคารวะ ณ กาลบัดนี้เถิด”
|