
กรุงศรีอยุธยา เป็นราชอาณาจักรไทยที่มีความยิ่งใหญ่ และยืนนานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทยกว่า ๔๐๐ ปี ขณะที่สมัยรัตนโกสินทร์มีอายุ ๒๐๐ ปีเศษ ด้วยระยะเวลาอันยาวนาน กรุงศรีอยุธยาจึงสั่งสมมรดกทางวัฒนธรรมทุกๆ ด้าน ทั้งความรู้ต่างๆ ด้านสถาปัตยกรรม สิ่งก่อสร้าง รวมถึงงานด้านพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน
สิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในความรู้สึกของนักสะสมในวงการพระเครื่อง คือ พระบูชาสมัยอยุธยามีศิลปะไม่อ่อนช้อย งดงาม ถูกใจนักสะสมในวงการพระมากนัก แต่ถ้าวิเคราะห์กันจริงๆ แล้ว พระบูชาอยุธยาก็มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองเช่นกัน จนในปัจจุบัน พระบูชาสมัยอยุธยา ก็ไม่ด้อยค่านิยมดังแต่เก่าก่อน
พระบูชาสมัยอยุธยาแบ่งเป็นยุคใหญ่ๆ ๓ ยุค ดังนี้
๑.ยุคต้น
พระพุทธรูปบูชาในช่วงยุคต้น ของกรุงศรีอยุธยา น่าจะมีอายุร่วมกับพระบูชาสมัยอู่ทอง ๒ ปลายต่ออู่ทอง ๓ (อู่ทองหน้าหนุ่ม) ซึ่งได้บรรยายไปในตอนที่แล้ว ซึ่งพระพุทธรูปแบบอู่ทอง ๓ นี้ ยังคงนิยมสร้างกันต่อมา จากการพบในพระปรางค์วัดราษบูรณะ ในสมัยเจ้าสามพระยา ได้มีการบรรจุพระบูชาอู่ทอง ๓ นี้ไว้มากที่สุด ถึง ๓๐๐ องค์เศษ เป็นหลักฐานอย่างดีถึงความนิยมพระศิลปะแบบนี้ในช่วงต้นกรุงศรีอยุธยา พระพุทธรูปแบบนี้ยังคงนิยมสร้างกันอยู่ต่อมา จนมีการเปลี่ยนแปลงฐานสำเภาออกเป็นขาโต๊ะออกมา ซึ่งขุดได้จากพระเจดีย์วัดพระศรีสรรเพชญ์ (สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระนคร
๒.ยุคกลาง
พระพุทธรูปในยุคนี้นับได้ว่าเริ่มมีความ เป็นแบบของอยุธยาอย่างแท้จริง ซึ่งเปลี่ยนจากแบบอู่ทอง ๓ เป็นแบบล้อสุโขทัย แต่ทรวดทรงต่างๆ ไม่อ่อนช้อย เว้าโค้ง ดังสมัยสุโขทัย พระพุทธรูปที่เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของสมัยอยุธยายุคกลาง คือ “พระมงคลบพิตร” ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระวิหารวัดมงคลบพิตร ในตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ประทับนั่งปางมารวิชัย ศิลปะคล้ายแบบสุโขทัย ในสมัยอยุธยายุคนี้ ยังมีศิลปะอีกแบบหนึ่ง ที่นิยมกันมาก เรียกกันว่า “พระพุทธรูปอยุธยาแบบนครศรีธรรมราช” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “แบบขนมต้ม” เพราะอาจจะเป็นด้วยพุทธลักษณะอวบอ้วน ป้อมกลม แบบขนมต้มก็เป็นได้ จึงได้เรียกชื่อนี้
พระพุทธรูปแบบนี้มีศูนย์กลางของสกุลช่างอยู่ที่นครศรีธรรมราช โดยได้แบบจากพระพุทธสิหิงค์ เมืองนครศรีธรรมราช เพราะเมืองนครศรีธรรมราชช่วงนั้นเป็นหัวเมืองของกรุงศรีอยุธยา ถ้าได้ชมภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท ตอนที่พระเทียรราชา (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) ได้ปราบขุนวรวงศา (จอนนี่ แอนโฟเน่) กับท้าวศรีสุดาจันทร์ (ใหม่ เจริญปุระ) จนได้สถาปนาเป็นพระมหาจักรพรรดิแล้ว ได้สถาปนาขุนอินทรเทพ (อำพล ลำพูน คนที่ยิงท้าวศรีสุดาจันทร์ในหนัง) เป็นพระยาศรีธรรมาโศกราชไปครองเมืองนครศรีธรรมราช จึงไม่แปลกที่เราได้พบศิลปะของอยุธยาไปปรากฏที่นครศรีธรรมราช พุทธลักษณะสำคัญที่เห็นได้ง่ายของพระพุทธรูปแบบขนมต้ม คือ มีความคล้ายกับแบบของพระพุทธรูปเชียงแสนยุคต้น (เคยกล่าวอย่างละเอียดในตอนพระพุทธรูปแบบเชียงแสน) แต่ใบหน้าออกจะแบนกว้างกว่า และที่สำคัญชายจีวรที่เหนือราวนมจะแบนใหญ่ และมีหลายแฉกซ้อนๆ กัน ส่วนฐานนั้นมีหลายแบบ คือ แบบฐานเขียงเตี้ยๆ ก็มี ฐานสำเภาก็มี แบบฐานบัวก็มี และตามท้องที่ต่างๆ ของภาคกลาง ก็มีพระพุทธรูปแบบนี้ให้เห็นเช่นกัน
๓.ยุคปลาย
ซึ่งเป็นยุคที่มีความนิยมที่ต่างออกไป จากอยุธยาช่วงต้น คือ มีการสร้างพระพุทธรูปแบบทรงเครื่องอย่างมากกว่าแบบอื่น ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้ -พระพุทธรูปแบบทรงเครื่องน้อย ซึ่งเชื่อว่าได้แบบจากพระบูชาศิลปะลพบุรี และเทวรูปสมัยสุโขทัย อีกต่อหนึ่ง ซึ่งมีรายละเอียดการทรงเครื่องแบบสวมมงกุฎที่มักทำครีบยื่นออกมาสองข้าง เหนือพระกรรณเท่านั้น (ในมงกุฎของเทวรูปสุโขทัยไม่มี) ส่วนองค์พระปรากฏเพียงตุ้มหูและสร้อยสังวาลเพียงเล็กน้อย -พระพุทธรูปแบบทรงเครื่องใหญ่ จะทรงเครื่องมากกว่า แบบทรงเครื่องน้อยอย่างมาก เรียกได้ว่าอย่างเต็มยศบริบูรณ์เลยทีเดียว มีการประดับทั้งมงกุฎแบบชฎายอดสูง สร้อยสังวาล ทับทรวง กำไรข้อมือ ข้อเท้า ที่พระบาทมีการสวมฉลองพระบาทเชิงงอนด้วย (รองเท้าปลายแหลมงอนขึ้น) ซึ่งต่อมาพัฒนาศิลปะจนในวงการพระเรียกว่า “ปางปราบท้าวพญาชมพูบดี” คือ มีการลงรักปิดทอง ร่องชาด ประดับกระจกสีตามเครื่องทรงงดงามอลังการมาก ซึ่งในยุคของราชวงศ์ปราสาททอง และราชวงศ์บ้านพลูหลวง จะนิยมสร้างกันมาก โดยมีพระพุทธรูปสำคัญให้เห็นคือ พระประธานในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีความงดงามสมบูรณ์แบบของพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบปางปราบท้าวพญาชมพูบดี ในสมัยอยุธยายุคปลาย ซึ่งจะเป็นอิทธิพลไปสู่พระบูชาสมัยรัตนโกสินทร์ ที่เรียกในวงการว่า “พระรัตนะ” ในเวลาต่อมานั่นเอง
ดังที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า พระพุทธรูปสมัยอยุธยา มีหลายรูปแบบให้เห็น ซึ่งล้วนแต่มีเอกลักษณ์และพัฒนาการทางศิลปะที่ทรงคุณค่า ไม่ได้ด้อยค่าอย่างที่โบราณกล่าวไว้ว่า เป็นพระกรุงแตก อย่างไรก็ตาม กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีที่ยาวนานกว่ากรุงรัตนโกสินทร์มากกว่าเท่าตัว ขณะนี้สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เดินทางมาเพียงครึ่งหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาเท่า นั้นเอง วัฒนธรรมหลายอย่างของเราก็ถูกกลืนกินเปลี่ยนแปลงโดยประเทศต่างๆ ที่เราไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของเขาเลย เราจึงควรเห็นค่าของศิลปวัฒนธรรมของบ้านเราให้มาก จะได้มีความเป็นเอกราชทางวัฒนธรรมด้วยไม่ใช่ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว.
ที่มา : http://www.amulet.in.th
|