
นับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาราชวงศ์จักรี และกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ จนถึงปัจจุบัน การสร้างพระ นอกจากพระศิลปะรัตนะ ซึ่งมีรูปแบบทรงเครื่อง และจีวรดอก ที่นิยมการลงรักปิดทองแล้ว ในยุคสมัยนี้เรายังมีพระบูชาอีกแบบหนึ่งที่วงการพระเรียกว่า “พระบูชารัชกาล” ซึ่งมีสร้างควบคู่กับพระรัตนะอีกด้วย
พระบูชารัชกาล นั้นน่าจะเริ่มมีแพร่หลายในยุครัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมาเรื่อยๆ โดย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงสนพระทัย และศึกษาแบบแผนอารยธรรมตะวันตกอย่างมาก ตั้งแต่งทรงผนวช จึงมีผลให้มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ในด้านพระศาสนา นั่นคือ ทรงตั้งคณะธรรมยุตขึ้น พร้อมทรงสร้างพระพุทธรูปแบบใหม่ขึ้นมาอีกด้วย
ในต้นรัชกาลนี้ มีพระราชอุตสาหะสอบสวนพระพุทธลักษณะพระพุทธองค์ ตามที่มีบรรยายปรากฏในคัมภีร์ต่างๆ ขณะเดียวกันทรงพระราชดำริสร้างพระพุทธรูปใหม่ขึ้น คือ พระสัมพุทธพรรณี ซึ่งทรงสร้าง ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส)
พุทธลักษณะของพระพุทธรูปตามแบบล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ นั้น มีพุทธลักษณะคล้ายมนุษย์สามัญมากขึ้น คือ โดยไม่มีพระอุษณีษะ (พระเกศแบบพุทธรูปแบบเก่าก่อน) รูปแบบการห่มจีวรแบบพระสงฆ์จริง ใบหูเป็นแบบมนุษย์ (ในวงการพระเครื่องเรียกพระบูชาแบบนี้ว่า “พระรัชกาลหูคน” เป็นที่นิยมมาก) ซึ่งต่อมามีการสร้างเป็นพระบูชาหน้าตักไม่ใหญ่ พระราชทานให้เชื้อพระวงศ์ คหบดี ขุนนาง ที่สำคัญๆ ได้บูชา จึงมีโอกาสพบเห็นในความครอบครองของเอกชนในยุคปัจจุบัน
ในยุครัชกาลที่ ๔ ยังคงมีพระบูชาที่สำคัญอีกองค์ที่ควรกล่าวถึงคือ ในราว พ.ศ. ๒๓๙๙ มีผู้ขุดพบพระพุทธรูปทองคำขนาดเล็กองค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี จึงมีการนำทูลเกล้าฯ ถวาย ทรงเก็บรักษาบูชาได้ระยะหนึ่ง มีผู้ร้ายลักลอบขโมยของในห้องบูชาไปหลายรายการ แต่ยังคงปรากฏพระองค์นี้อยู่ ไม่ได้โดนขโมยไป ทรงเห็นเป็นเรื่องอัศจรรย์
ตั้งแต่พระองค์นี้ไม่ได้โดนหลอมไปขายในคราวแรกแล้วนั้น มาครั้งนี้เป็นคำรบสองที่รอดพ้นอันตรายอีก จึงทรงถวายนามพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ว่า “พระนิรันตราย”
ทรงให้ช่างหล่อพระพุทธรูปปางนั่งขัดสมาธิเพชร ตามแบบของพระองค์ และให้ครองผ้าจีวรแบบพระสงฆ์ธรรมยุตนิกาย ขนาดหน้าตัก ๕ นิ้วครึ่ง พร้อมฐานเหลี่ยม สวมครอบ พระนิรันตราย ไว้อีกชั้นหนึ่ง ในยุคต่อมามีการสร้างพระนิรันตรายเผยแพร่บูชาต่อมาเรื่อยๆ จนเป็นพระบูชาที่โด่งดังของวัดบวรนิเวศอีกองค์หนึ่ง ซึ่งพระนิรันตรายนี้จัดได้ว่าเป็นพระรัชกาลที่สำคัญอีกแบบหนึ่งในยุคนี้

ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างพระเจริญรอยตามแบบรัชกาลที่ ๔ แต่ทรงแต่งพระเกศให้เป็นแบบเดิม พระพุทธที่สำคัญที่สร้างได้แก่ พระพุทธอังคีรส วัดราชบพิธ (ในครั้งหลังมีการสร้างเป็นพระเครื่องนิยมในวงการมาก) พระพุทธชินราชจำลอง วัดเบญจมบพิตร
นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ประพาสยุโรป ท่านทรงเห็นอารยประเทศแถบนั้นมีปฏิมากรรมชั้นสูง จึงทรงสั่งให้จัดสร้างพระพุทธรูปรูปเหมือนสมเด็จพระสังฆราช และรูปหล่อของพระองค์ จากอิตาลี และฝรั่งเศสอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปอีกแบบหนึ่งในรัชสมัยนี้ที่ทรงสร้างคือ สร้างพระพุทธรูปเลียนแบบศิลปะยุคแรกของโลก แบบพระพุทธรูปคันธารราฐ ซึ่งแบบพระพุทธรูปที่มีศิลปะแบบโรมัน-กรีก
จะเห็นได้ว่าพระพุทธรูปแบบนี้มีจุดเด่นๆ หลายองค์ คือ พระพุทธรูปปางประทับยืนขอฝน ประดิษฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และพระนิพพาน วัดราชาธิวาส (บ้างเรียก “พระไสยาสน์“) ซึ่งพระดำริให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงสร้างแล้วเสร็จในรัชกาลที่ ๖
ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ จวบจนปัจจุบัน วัดสุทัศนเทพวราราม และ บริเวณย่านเสาชิงช้า มีการสร้างพระพุทธรูปต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งเป็นแบบการสร้างส่วนพระองค์ ในสมเด็จพระสังฆราชกับเชื้อพระวงศ์ ตลอดจนคหบดี ขุนนาง ประชาชน
พระยุคนี้จึงมีให้พบเห็นมากกว่าพระบูชารัชกาลยุคต้น ซึ่งในพระบูชารัชกาลยุคนี้นิยมสร้างพระเลียนแบบพุทธศิลป์จากพระสมัยยุคต่างๆ โดยเฉพาะพระสมัยเชียงแสน (ในยุคนี้ในวงการพระยังคงเรียก “พระรัชกาล” เช่นกัน แม้ไม่ได้มีต้นแบบมาจากการสร้างของรัชกาลต่างๆ ที่ทรงสร้างไว้)
จวบจนในรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำริและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปประทับนั่งปางประทานพร และมีพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ประดับเหนือผ้าทิพย์ และ พระพุทธนวราชบพิตร ที่ฐานบรรจุพระสมเด็จจิตรลดา โดยได้พระราชทานประจำจังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร
นอกจากนี้แล้วยังทรงสนพระทัยจัดสร้าง พระบูชา ภ.ป.ร. ไว้ให้พสกนิกรได้บูชาไว้หลายครั้ง อาทิ พระพุทธรูป ภ.ป.ร.รุ่นแรก วัดเทวสังฆาราม กาญจนบุรี (พ.ศ. ๒๕๐๖) พระพุทธรูป ภ.ป.ร. วัดบวรนิเวศ (พ.ศ. ๒๕๐๘)
อย่างไรก็ตาม พระบูชาไม่ว่าสมัยใดก็แสดงให้เห็นศิลปะ และวัฒนธรรมอันดี รวมถึงจิตใจอันงดงามที่ชนชาวไทยควรศึกษา และรักษาไว้ให้อยู่คู่กับสังคมของเราสืบนานเท่านาน
ที่มา : http://www.amulet.in.th
|