ซุ้มเรือนแก้วองค์พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ จ.พิษณุโลก นับเป็นมรดกทางพุทธศิลปะที่งดงามและมีเอกลักษณะเฉพาะตัว ส่งผลให้องค์พระพุทธชินราชมีพุทธลักษณะเฉพาะอันเป็นต้นแบบของการสร้างพระที่ ประกอบไปด้วยซุ้มเรือนแก้ว ทั้งที่เป็นพระพุทธรูปและพระเครื่อง
ซุ้มเรือนแก้วองค์พระพุทธชินราชเป็นงานศิลปะสมัยอยุธยาซึ่งผสมผสานฝีมือช่างชั้น ครูทางเหนือ ที่เรียกว่างานจำหลักไม้ ปิดทอง ตัวเรือนทำจากไม้สัก ยอดบนเป็นปลายหางตัว “มกร” ประกบกันคล้ายหางหงส์ ก่อนจะทอดยาวเป็นลายอ่อนช้อยครบองค์ประกอบของเครื่องสูง ไม่ว่าจะเป็นการขยักลำตัวในลักษณะงวงไอยรา การจำหลักครีบตั้งขึ้นมาเป็นใบระกา ก่อนจะกระดกหัวเป็นมกรคายพวงอุบะโค้งขึ้นด้านบน ส่วนด้านล่างคายสัตว์หิมพานต์ประเภทหนึ่งมีลำตัวยาวคล้ายนาค แต่ท่อนหัวซึ่งอยู่สองฟากองค์พระกลับทำเป็นรูปตัวสัตว์ที่มีงวงคล้ายคชสาร มีขาคล้ายราชสีห์
หากพิจารณาตามศิลปะของ “ซุ้มเรือน แก้ว” แล้วจะมีข้อถกเถียงกันว่า ตัวที่ถูกจำหลักขึ้นทำเป็นเรือนซุ้มนั้นเป็นตัวอะไรกันแน่ หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ในส่วนที่ตวัดขึ้นเป็นพวงอุบะทั้งสองฟากพระอังสานั้นทำเป็นรูปสัตว์ที่เรา เรียกว่ามกร หรือเหรา โดยมีงวงตวัดขึ้นและแสดงให้เห็นฟันที่อ้าเผยอออก ส่วนตัวด้านล่างนั้นบ้างก็บอกว่าเป็นตัวมกร หรือเหรา เช่นกัน หากทำผิดแผกไปจากฝีมือช่างทางเหนือ แต่พิจารณาแล้วมีลักษณะเหมือนกับสัตว์ที่เรียกว่าตัวทักทอ (ทัก-กะ-ทอ) คือ เหมือนกับตัวคชสีห์อันเป็นสัตว์ผสมระหว่างช้างกับราชสีห์ แต่มีขนาดเล็กกว่า และตัวทักทอจะมีขนบนหัวกระดกตั้งขึ้นรวมทั้งมีเครา นับเป็นสัตว์หิมพานต์ในจินตนาการที่หาดูไม่ใคร่ได้ง่ายนัก
การสร้าง พระพุทธรูปปางซุ้มเรือนแก้วอุบัติขึ้นหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้พระ สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว และทรงเสวยวิมุติสุขในสัปดาห์ที่ 4 โดยเทพยดาได้เนรมิตซุ้มเรือนแก้วขึ้นทางทิศเหนือของโพธิบัลลังก์อันเป็นที่ ตรัสรู้ พระพุทธองค์จึงทรงเสวยวิมุติสุขบนบัลลังก์ซุ้มเรือนแก้วเป็นเวลา 7 วัน เรียกกันสืบต่อมาว่า “รัตนฆรเจดีย์”
ด้วยความเป็นเอกทางศิลปะของ ช่างโบราณ ซุ้มจึงถูกจำหลักขึ้นเป็นครีบของมกร และสื่อให้เห็นถึงการเปล่ง “ฉัพพรรณรังสี” ออกจากวรกายของพระพุทธองค์เป็นที่ประจักษ์อีกด้วย ฉัพพรรณรังสี ประกอบด้วยรังสี 6 ชนิด ได้แก่ 1.นีตะ สีเขียวเข้มเหมือนดอกอัญชัน ดอกสามหาว หรือกลีบบัวเขียว 2.ปีตะ สีเหลืองเหมือนหรดาลทอง หรือทองคำ 3.โลหิตตะ สีแดงดุจตะวัน สีดั่งผ้ากัมพล ดอกราชพฤกษ์ ดอกทองกวาว 4.มัญเชฏฐา สีหงสบาท อันหมายถึงสีม่วงเหมือนดอกเซ่ง หรือดอกหงอนไก่ 5.โอทาตะ สีขาวเหมือนแผ่นเงิน หรือน้ำนม 6.ประภัสสร เป็นสีเลื่อมพราย เหมือนแก้วผลึก
นอก จากนี้มีข้อสังเกตว่า ซุ้มเรือนแก้วอาจจะเป็นพัฒนาการขั้นต้นๆ ของ “สินเทา” หรือการแบ่งช่องบนงานจิตรกรรมฝาผนังของไทยโบราณ โดยสินเทาจะเป็นรอยขยักทำให้ภาพเกิดมิติระหว่างในซุ้มกับนอกซุ้ม ดังนั้น ซุ้มเรือนแก้วจะช่วยให้องค์พระดูมีมิติหรือมีความลึกอันทำให้องค์พระดูงดงาม และสมจริงมากยิ่งขึ้น และแสดงให้เห็นมรดกทางภูมิปัญญาของช่างโบราณอย่างยอดเยี่ยมครับผม
ที่มา : http://www.khaosod.co.th
|