พ. ศ.2550 ชื่อของ “กำนันชูชาติ มากสัมพันธ์” ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมพระเครื่องบูชาไทย ถูกบุคคลในวงการพระเครื่องพูดถึงมากที่สุด เมื่อเขาตัดสินใจประกาศปิด “พิพิธภัณฑ์พระกำนันชูชาติ” พร้อมขายสุดยอดพระเครื่องที่มีอยู่ในความครอบครองมูลค่าสูงถึง 200 ล้านบาท ให้กับเซียนพระ “เทพกำแพง” หรือ สุเทพ จิรวัฒน์สุนทร
กำนันชูชาติเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า แรกเริ่มคิดจะเปิดพิพิธภัณฑ์สัก 10 ปี เพื่อให้เป็นสาธารณประโยชน์แก่บุคคลทั่วไป
แต่เมื่อครบ 10 ปีตามที่ตั้งใจไว้แล้ว คิดว่าจะให้ทายาทดูแลแทน แต่ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจชมชอบในพระเครื่องเลย ก็เลยคิดว่าควรส่งมอบศิลปะอันสูงค่าให้กับผู้ที่รักและชื่นชม เพื่อจะทำให้พระเครื่องยังดำรงอยู่ต่อไปในสังคมไทย
“ผมตั้งใจจัดทำ พิพิธภัณฑ์พระเครื่องแห่งนี้ให้เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับ พระเครื่องไทยในทุกยุคสมัย ซึ่งนับวันจะทวีคูณในมูลค่าทางจิตใจ และความล้ำค่าในเชิงศิลปวัฒนธรรม”
ย้อนกลับไปประมาณปี พ.ศ.2541 กำนันชูชาติได้ลงมือตกแต่งห้องต่างๆ ภายในบ้านพักอาศัย ย่านพุทธมณฑล แล้วอาราธนาพระบูชากว่า 200 องค์ ตั้งแต่สมัยอินเดีย ทวารวดี ศรีวิชัย เชียงแสน สุโขทัย อู่ทอง ขนาดตั้งแต่ 28 นิ้ว ไล่เรียงไปถึงเล็กเพียงแค่ 1 นิ้ว อันอุดมพุทธศิลปะงดงาม พร้อมด้วยพระเครื่องชั้นยอดมากกว่า 3,000 องค์ ที่ออกเสาะแสวงหามายาวนานหลายสิบปี
ทั้ง พระกริ่งตั้งแต่กริ่งปวเรศ ท่านเจ้ามา สังฆราชแพ พระชัยวัฒน์ทองคำ รวมถึงเครื่องรางชั้นนำ อาทิ ตะกรุดหลวงปู่เอี่ยม เสือหลวงพ่อปาน เป็นต้น ออกจัดแสดงในรูปของพิพิธภัณฑ์พระ เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชนผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสร่วมกันศึกษาชื่นชม ความงดงามของพระเครื่องไทย
ในยุคเริ่มต้นพิพิธภัณฑ์พระของกำนัน ชูชาติเป็นที่เลื่องลือ ส่งผลให้บรรดาผู้ชื่นชอบพระเครื่อง พระบูชาไทยต่างเดินทางมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ถือเป็นการปลุกกระแสพระให้ตื่นตัวอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เมื่อพระเครื่อง พระบูชาหลายองค์ที่จัดวางเรียงรายเป็นบุญตาประจักษ์ว่า นอกจากมากล้นคุณค่าในเชิงความสวยงามแล้ว ยังจัดว่าสุดยอดหาได้ยากยิ่งอีกด้วย
“วงการพระเปรียบเสมือนอาชีพ นักค้าพลอย พลอยของแท้ของปลอมคนทั่วไปดูไม่รู้ว่าอันไหน แต่ถ้าเป็นคนอยู่ในอาชีพจริงๆ แค่ดูนิดเดียวก็จะรู้ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาทุกวันนี้คือ โอกาสที่นักสะสมคนรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสสัมผัสกับสุดยอดพระเครื่อง เพื่อศึกษาหาความรู้ นับวันจะหาได้ยากยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ”
” หลายท่านอาจคิดว่าผมขายพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว คงไม่มีพระใดๆ เหลืออีก แต่ความจริงแล้ว ผมยังมีพระองค์ที่สวยแชมป์อีกมาก โดยเฉพาะพระชุดเบญจภาคีอีกนับร้อยองค์ ซึ่งเป็นพระที่คัดพิเศษเก็บไว้ในตู้เซฟ มิได้นำมาโชว์ในพิพิธภัณฑ์”
อย่างไรก็ตาม แม้ในเวลานี้พิพิธภัณฑ์จะถูกปิดลงไปแล้ว แต่ปณิธานที่ต้องการเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องการดูพระเครื่องยังคงมีอยู่
กำนัน ชูชาติจึงได้มีแนวคิดที่จะเปิดหลักสูตรการดู “พระชุดเบญจภาคี” โดยมุ่งไปยังผู้ที่เป็นนักสะสมรุ่นใหม่ ที่ต้องการศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับพระเบญจภาคีอย่างแท้จริง กลุ่มผู้ที่มีความศรัทธาสนใจอยากเรียนรู้ และทราบประวัติความเป็นมาของพระเบญจภาคีทั้ง 5 องค์ ได้แก่ พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่, พระรอด พิมพ์ใหญ่, นางพญา พิมพ์เขาโค้ง, ซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ และผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่
กำนันชูชาติกล่าวว่า รูปแบบการสอนนั้นได้แบ่งออกเป็น 5 รุ่น โดยเรียนรุ่นละ 10 คน ประมาณ 2 ชั่วโมง (วันเสาร์) ซึ่งเนื้อหาในการสอนจะเกี่ยวกับวิธีดูตำหนิความเก่าแก่ของพระแต่ละรุ่น, พร้อมด้วยวิธีพิสูจน์ทดสอบเนื้อพระ เป็นต้น
“ผมต้องการถ่ายทอดให้ เป็นวิทยาทานแก่อนุชนคนรุ่นหลังได้สัมผัส และเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง ทุกวันนี้ก็ยังคงเก็บรักษาสมบัติล้ำค่าไว้ โดยไม่ได้ปล่อยเช่าพระเครื่องชั้นนำไปทั้งหมด ด้วยความเสียดายส่วนตัว ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสพระเครื่องล้ำค่า อย่างใกล้ชิด”
แม้วันนี้กำนันชูชาติจะไม่ได้เป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์ พระ แต่อุดมการณ์เพื่อมอบองค์ความรู้ในเรื่องคุณค่าพระเครื่องไทยเป็นวิทยาทาน แก่ผู้คนทั่วไปยังไม่จบสิ้นตราบที่มีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ ด้วยความมุ่งหมายสูงสุด เพื่อต่อยอดปรัชญาพระพุทธศาสนา และศิลปวัฒนธรรมไทยอันล้ำค่าสืบไป
สำหรับค่าอบรมการสอนวิธีดูพระชุดเบญจภาคี คอร์สละ 10,000 บาท เรียนทุกวันเสาร์ เวลา 10.00-12.00 น. (รวม 5 สัปดาห์)
ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. 08-6066-0496
ที่มา : http://www.khaosod.co.th
|